หลักสูตร Critical Thinking ยุค AI คิดให้ลึก ตรวจ AI ให้เป็น
(Critical Thinking in the AI Era)

Call : 061-456-3996    คุณ วีรพันธ์ (โค้ชแจ๊ค)
          061-456-3994    คุณ ชุติมา (มด)
LINE OA : @coachweeraphan
Social Media :          
E-Mail : coachweeraphan@gmail.com (Office E-mail)
E-Mail : wrp299@gmail.com (Personal E-mail)

แนวคิดของหลักสูตร

Generative AI กำลังเข้าไปอยู่ในแทบทุกกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล เขียนรายงาน สรุปประชุม วิเคราะห์ข้อมูล คิด Presentation สร้าง Proposal ไปจนถึงการช่วยเสนอทางเลือกในการตัดสินใจ


ปัญหาขององค์กรวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “พนักงานใช้ AI ไม่เป็น” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนเป็นคำถามใหม่ว่า “พนักงานใช้ AI เป็น...แต่ยังคิดเองเป็นหรือไม่?”


หลายองค์กรเริ่มพบอาการใหม่ เช่น งานเสร็จเร็วขึ้นแต่ต้องกลับมาแก้ซ้ำ ข้อมูลจาก AI ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้ตรวจสอบ คำตอบดูสมบูรณ์แต่ขาดความลึก พนักงานถาม AI ก่อนที่จะตั้งโจทย์ด้วยตัวเอง หรือใช้คำตอบที่ AI สร้างขึ้นเป็นข้อสรุป แทนที่จะเป็นเพียงข้อมูลประกอบการคิด ผลลัพธ์คือ Productivity เพิ่มขึ้นในระดับบุคคล แต่ Decision Quality และ Business Quality กลับลดลง


หลักสูตรนี้ออกแบบโดย โค้ชวีรพันธ์ โดย Reframe จากหลักสูตร Strategic Critical Thinking for Management เดิม ซึ่งเน้นการตั้งคำถาม ท้าทายสมมติฐาน วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมการทำงานในยุค Generative AI โดยเฉพาะ


แกนสำคัญของหลักสูตรคือแนวคิดที่ว่า องค์กรในยุค AI ไม่ได้ต้องการเพียง AI Literacy แต่ต้องสร้าง AI Literacy + Critical Thinking + Human Judgment ไปพร้อมกัน เพราะอนาคตของการทำงานไม่ใช่การแข่งขันว่า “ใครใช้ AI เก่งกว่า” เพียงอย่างเดียว แต่คือ ใครสามารถใช้ AI โดยยังคิด วิเคราะห์ ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และตัดสินใจได้ดีกว่า


หลักสูตรนี้ ไม่ใช่ Prompt Engineering Course และไม่ได้ตั้งเป้าให้ผู้เรียนจำสูตร Prompt จำนวนมาก เพราะ Prompt ที่ดีไม่ได้เริ่มจากการรู้ว่าจะพิมพ์อะไรลง ChatGPT แต่เริ่มจากการรู้ว่า เรากำลังพยายามแก้ปัญหาอะไร ข้อมูลอะไรที่เรารู้จริง อะไรคือสมมติฐาน อะไรที่ยังไม่รู้ AI ควรช่วยตรงไหน และอะไรคือเรื่องที่มนุษย์ยังต้องเป็นคนตัดสินใจ

จุดมุ่งเน้นของเนื้อหา

หลักสูตรนี้เน้นให้ผู้เรียนเปลี่ยนวิธีทำงานร่วมกับ AI จาก “Prompt → Copy → Use” ไปสู่กระบวนการคิดที่สมบูรณ์กว่า คือ Think → Frame → Prompt → Challenge → Verify → Synthesize → Decide


เป้าหมายสำคัญไม่ใช่ให้ผู้เรียน ใช้ AI น้อยลง แต่ให้สามารถ ใช้ AI มากขึ้น โดยไม่ลดการใช้สมองของตัวเอง


อาการที่องค์กรเริ่มพบ และความเสี่ยงที่หลักสูตรนี้ต้องการแก้


       - Copy คำตอบจาก AI ไปใช้ทันที ทำให้ AI Hallucination กลายเป็นข้อมูลในการตัดสินใจจริง
       - ถาม ChatGPT ก่อนคิดโจทย์เอง ทำให้แก้ผิดปัญหา แม้จะได้คำตอบที่ดูดี
       - Prompt กว้าง ไม่รู้ว่าต้องให้ Context อะไร กลายเป็น Garbage In → Polished Garbage Out
       - เชื่อคำตอบเพราะภาษาดูน่าเชื่อถือ ความผิดพลาดจึงถูกซ่อนไว้ใต้คำตอบที่ดู Professional
       - ใช้ AI สร้างงานเหมือนกันหมด ทำให้ Output ตื้น ขาด Context และ Organizational Insight
       - ให้ AI คิด Recommendation แล้วเลือกตามทันที ทำให้ Human Judgment ถูก Outsource
       - ใช้ AI เพื่อหาคำตอบอย่างเดียว จนคนค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการตั้งคำถาม


Capability ที่หลักสูตรมุ่งพัฒนา


       - Critical Thinking
       - Problem Framing
       - Prompt Literacy
       - Evidence Verification
       - Synthesis & Judgment
       - Decision Thinking
       - Critical Questioning


จุดแตกต่างของหลักสูตร คือการเติมสิ่งที่อยู่ “ก่อนและหลัง Prompt” ไม่ใช่สอนเพียง Tool → Prompt → Productivity ได้แก่ ก่อน Prompt คือ Think + Frame ระหว่างใช้ AI คือ Ask + Explore หลัง AI ตอบ คือ Challenge + Verify + Synthesize และก่อนนำไปใช้จริง คือ Human Decide


เพราะคำถามสำคัญขององค์กรวันนี้อาจไม่ใช่ “พนักงานของเราใช้ ChatGPT เป็นหรือยัง?” อีกต่อไป แต่คือ “หลังจากใช้ ChatGPT แล้ว เรายังมั่นใจได้แค่ไหนว่าพนักงานของเราคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจเป็น?”

สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับ (Outcome)

เมื่อจบหลักสูตร ผู้เรียนจะสามารถ
       - มองเห็นพฤติกรรมการพึ่งพา AI ของตนเองที่อาจทำให้คุณภาพการคิดลดลง
       - แยกได้ว่าเรื่องใด AI ช่วยได้ และเรื่องใดมนุษย์ต้องเป็นผู้ตรวจสอบและตัดสินใจ
       - ตั้งโจทย์และกำหนด Problem Frame ให้ชัดเจนก่อนเริ่มใช้ AI
       - แยก Symptom – Problem – Root Issue ออกจากกันได้
       - ตั้งคำถามและเขียน Prompt ด้วย Context, Constraint และ Criteria ที่มีคุณภาพ
       - ตรวจสอบ Claim, Evidence และ Assumption ใน AI Output อย่างเป็นระบบ
       - รู้ทัน Hallucination และแยก Fact – Inference – Opinion ออกจากกัน
       - ตรวจหา Missing Information และมุมมองที่ยังไม่ได้ถูกนำมาพิจารณา
       - ใช้ Framework เพื่อวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และสังเคราะห์ข้อมูลก่อนตัดสินใจ
       - ประเมิน Trade-off, Scenario, Impact และ Risk ก่อนนำ AI Output ไปใช้จริง
       - ใช้ AI เป็น Thinking Partner โดย Accountability และ Final Judgment ยังอยู่กับมนุษย์


ผลลัพธ์ที่องค์กรจะเห็นได้หลังการอบรม


เป้าหมายปลายทางของหลักสูตรนี้ไม่ใช่เพียง “พนักงานรู้จัก Critical Thinking” แต่คือการลดช่องว่างระหว่าง AI-generated Output → Business-ready Output


เมื่อพนักงานสามารถตั้งโจทย์ได้ดีขึ้น ตรวจสอบข้อมูลมากขึ้น และไม่ใช้ AI Output เป็นคำตอบสุดท้าย องค์กรมีโอกาสลด Rework ลดความผิดพลาดจากข้อมูลที่ไม่ได้ Verify เพิ่มคุณภาพการวิเคราะห์ เพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ และรักษา Organizational Knowledge กับ Creativity ไม่ให้ถูกแทนที่ด้วยคำตอบเฉลี่ยจาก AI


ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางองค์กรยุค AI ที่ผสาน Machine Intelligence เข้ากับ Human Judgment หรือแนวคิด “AI-operated but human-led”

เนื้อหาหลักสูตร

Part 1: From AI Convenience to Thinking Dependency


เริ่มจากการสำรวจว่าเราใช้ AI เพื่อ “ช่วยคิด” หรือเริ่ม “ให้ AI คิดแทน” ผู้เรียนจะเข้าใจว่า AI Output ≠ Fact เห็นความแตกต่างระหว่าง Speed, Quality และ Judgment รวมถึงรู้ทัน Cognitive Bias ที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ทำงานร่วมกับ AI เช่น การเชื่อคำตอบเพราะภาษาดูน่าเชื่อถือ
Tools / Frameworks: Critical Thinking Ladder, AI Thinking Self-Check, Claim–Evidence–Assumption
Outcome: ผู้เรียนเห็นจุดเสี่ยงในการใช้ AI ของตนเอง และแยกได้ว่าเรื่องใด AI ช่วยได้ เรื่องใดมนุษย์ต้องตรวจสอบ


Part 2: Problem Framing before Prompting


ทำไม Prompt ที่ดีจึงเริ่มก่อนเปิด ChatGPT ผู้เรียนจะฝึกแยก Symptom – Problem – Root Issue กำหนดเป้าหมาย Context, Constraint และ Criteria ก่อนถาม AI รวมถึงท้าทาย Assumption เดิมที่ทีมใช้อยู่โดยไม่รู้ตัว
Tools / Frameworks: First Principles Thinking, Problem Framing Canvas, Critical Questioning
Outcome: ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนโจทย์กว้าง ๆ ให้กลายเป็นโจทย์ที่ AI ช่วยคิดได้อย่างมีคุณภาพ


Part 3: Challenge & Verify AI Output


ผู้เรียนจะฝึกรู้ทัน Hallucination แยก Fact – Inference – Opinion ตรวจ Missing Information และวิเคราะห์ AI Output ที่ดูน่าเชื่อถือแต่มีช่องโหว่ พร้อมตรวจคำตอบแบบหลายมิติ
Tools / Frameworks: MECE Framework, Critical Question Matrix, AI Output Verification Matrix
Outcome: ผู้เรียนไม่รับคำตอบจาก AI เป็น Final Answer แต่สามารถ Challenge ตรวจสอบ และค้นหาจุดที่ยังขาด


Part 4: Human-Led Decision Making with AI


ใช้ AI เพื่อสร้างทางเลือก ไม่ใช่ให้ AI เลือกแทนมนุษย์ ผู้เรียนจะวิเคราะห์ Trade-off, Scenario, Impact และ Risk แล้วสังเคราะห์ AI + Business Context + Human Experience เข้าด้วยกันก่อนตัดสินใจ
Tools / Frameworks: Scenario Planning, Decision Tree Analysis, Strategic Decision Log
Outcome: ผู้เรียนสามารถนำ AI มาเป็น Thinking Partner ขณะที่ Accountability และ Final Judgment ยังอยู่กับมนุษย์


Workshop สำคัญ: “AI ตอบดี...แต่เราควรเชื่อหรือไม่?”


หนึ่งในกิจกรรมหลักของคลาส ใช้ AI Output ที่มีลักษณะเหมือนงานจริง เช่น Recommendation, Report, Analysis หรือ Proposal แล้วให้ผู้เรียนทำหน้าที่เป็น Human Quality Gate แทนที่จะถามเพียงว่า “คำตอบนี้ดีไหม?” ผู้เรียนจะต้องตอบให้ได้ว่า AI กำลังอ้างอะไร Evidence อยู่ตรงไหน อะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ข้อมูลอะไรหายไป มีมุมมองใครที่ยังไม่ได้ถูกนำมาพิจารณา และถ้าคำตอบนี้ผิด Business Impact คืออะไร


กิจกรรมลักษณะนี้ทำให้ Critical Thinking ไม่กลายเป็นทฤษฎี แต่เป็นทักษะที่ผู้เรียนนำกลับไปใช้กับ ChatGPT, Microsoft Copilot หรือ Generative AI ที่ใช้อยู่จริงในงานได้ทันที

เครื่องมือ , เฟรมเวิร์ค , กิจกรรม

1. Critical Thinking Ladder
ใช้เพื่อ: ไล่ระดับการคิดจากรับข้อมูล → ตั้งคำถาม → ตรวจสอบ → ตัดสินใจ
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: รู้ว่าตนเองหยุดคิดอยู่ที่ขั้นไหนเมื่อใช้ AI


2. AI Thinking Self-Check
ใช้เพื่อ: ประเมินพฤติกรรมการใช้ AI ของตนเองในงานประจำวัน
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: เห็นจุดเสี่ยงของการพึ่งพา AI แทนการคิดเอง


3. Claim – Evidence – Assumption
ใช้เพื่อ: แยกว่าอะไรคือข้ออ้าง อะไรคือหลักฐาน อะไรคือสมมติฐาน
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: อ่าน AI Output ได้อย่างมีวิจารณญาณ


4. First Principles Thinking
ใช้เพื่อ: แกะปัญหากลับไปที่หลักการพื้นฐานก่อนหาทางออก
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: ไม่ติดกรอบคำตอบเดิมหรือคำตอบที่ AI เสนอ


5. Problem Framing Canvas
ใช้เพื่อ: กำหนด Purpose, Context, Constraint และ Criteria ก่อนถาม AI
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: เปลี่ยนโจทย์กว้างให้เป็นโจทย์ที่ใช้งานได้จริง


6. Critical Questioning
ใช้เพื่อ: ตั้งคำถามท้าทายสมมติฐานและข้อสรุป
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: ถามให้ลึกขึ้นทั้งกับทีมงานและกับ AI


7. MECE Framework
ใช้เพื่อ: จัดกลุ่มข้อมูลให้ครบถ้วนและไม่ซ้อนทับ
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: มองเห็นข้อมูลที่ AI ตอบไม่ครบ


8. Critical Question Matrix
ใช้เพื่อ: ตรวจคำตอบหลายมิติอย่างเป็นระบบ
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: มีชุดคำถามมาตรฐานสำหรับตรวจงานจาก AI


9. AI Output Verification Matrix
ใช้เพื่อ: ตรวจ Claim, Evidence, Missing Information และ Business Impact
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: ทำหน้าที่ Human Quality Gate ก่อนส่งงานจริง


10. Scenario Planning
ใช้เพื่อ: วิเคราะห์ทางเลือกภายใต้สถานการณ์ที่ต่างกัน
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: ตัดสินใจโดยเห็นความเสี่ยงและผลกระทบล่วงหน้า


11. Decision Tree Analysis
ใช้เพื่อ: เปรียบเทียบทางเลือกและ Trade-off อย่างเป็นลำดับ
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: เลือกทางเลือกด้วยเหตุผล ไม่ใช่ตามคำตอบของ AI


12. Strategic Decision Log
ใช้เพื่อ: บันทึกเหตุผล ข้อมูล และสมมติฐานที่ใช้ตัดสินใจ
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: รักษา Accountability และทบทวนคุณภาพการตัดสินใจย้อนหลังได้


Workshop หลัก: “AI ตอบดี...แต่เราควรเชื่อหรือไม่?” ผู้เรียนรับบทเป็น Human Quality Gate ตรวจ AI Output ที่เหมือนงานจริง เช่น Recommendation, Report, Analysis หรือ Proposal ก่อนตัดสินใจนำไปใช้

สัดส่วนเนื้อหา และรูปแบบการเรียนรู้

หลักสูตรนี้ใช้รูปแบบ Workshop-based Learning และ Outcome-Driven Learning (ODL) บนหลักคิดที่ว่า เรื่องยากไม่จำเป็นต้องสอนให้ยาก และการสอนให้เข้าใจง่ายก็ไม่ได้แปลว่าเนื้อหาต้องตื้น


ผู้เรียนจะไม่ได้ใช้เวลาทั้งวันนั่งฟังเรื่อง AI Hallucination หรือ Critical Thinking เชิงทฤษฎี แต่จะเริ่มจากสถานการณ์ใกล้ตัว ทดลองดู AI Output ตั้งข้อสงสัย แกะสิ่งที่ AI ตอบ ใช้ Framework เข้าไปจับ แล้วค่อยยกระดับไปสู่ Case จากงานจริงของผู้เรียน


สัดส่วนการเรียนรู้ที่แนะนำ


Mini Lecture & Framework — 30%
เข้าใจหลักคิด Critical Thinking, Problem Framing, Prompt Literacy และ Human Judgment


Workshop & Case Study — 50%
ฝึกตั้งโจทย์ ตรวจ AI Output วิเคราะห์ Claim–Evidence–Assumption และตัดสินใจจาก Case จริง


Reflection, Group Dialogue & Coaching — 20%
แลกเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ AI ในงานจริง รับ Feedback และวางแผนนำไปใช้ต่อ


รูปแบบการเรียนรู้ในคลาส


       - เริ่มจากสถานการณ์ใกล้ตัวก่อนเข้าสู่ Framework
       - ใช้ AI Output จริงเป็นวัตถุดิบในการฝึกตั้งคำถามและตรวจสอบ
       - ทำงานเป็นกลุ่มเพื่อเปรียบเทียบมุมมองและหาจุดที่ข้อมูลยังขาด
       - ยกระดับจาก Case กลางไปสู่ Case จากงานจริงของผู้เรียน
       - สรุปด้วย Reflection และแผนนำไปใช้จริงหลังอบรม


บทบาทของวิทยากร ทำหน้าที่ทั้ง Trainer, Facilitator, Coach และ Consultant เพื่อให้ผู้เรียนได้ทั้งหลักคิด การฝึกปฏิบัติ และคำแนะนำที่เชื่อมกับบริบทขององค์กร


วิทยากรผู้ออกแบบและบรรยาย : โค้ชวีรพันธ์ มณีวงศ์ (โค้ชแจ๊ค) 
Learning and Performance Architect ผู้ออกแบบหลักสูตรพัฒนาทักษะการคิดและการตัดสินใจให้องค์กรไทยในกลุ่มการผลิต ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค และเทคโนโลยี ผู้พัฒนาระบบ Outcome-Driven Learning และ 8 Weeks Behavioral Tracker ที่ใช้วัดการเปลี่ยนพฤติกรรมหลังอบรมจริง


รูปแบบการจัดอบรม: In-house Training / Workshop / Case-Based Learning
ระยะเวลา: 1 วัน (6 ชั่วโมง)

ผู้ที่เหมาะกับหลักสูตรนี้

หลักสูตรนี้เหมาะกับองค์กรที่มีพนักงานใช้ Generative AI, ChatGPT, Microsoft Copilot หรือ AI Tools ในการทำงานจริง และต้องการให้ Productivity ที่เพิ่มขึ้นไม่แลกมาด้วยคุณภาพการคิดและคุณภาพการตัดสินใจที่ลดลง


Management Track


       - Manager และ Senior Manager
       - Head of Function / Department Head
       - ผู้บริหารที่ต้องใช้ AI ประกอบการวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจ
       - ผู้ที่ต้อง Review งานหรือ Recommendation ที่ทีมสร้างขึ้นด้วย AI


Professional / Knowledge Worker Track


       - Engineer และทีม Technical
       - Sales และ Marketing
       - HR และ Learning & Development
       - Finance และ Accounting
       - Project และ Operation
       - Supervisor และหัวหน้างาน
       - พนักงานที่ใช้ AI ค้นข้อมูล วิเคราะห์ สรุป เขียน หรือสร้าง Recommendation เป็นประจำ


เหมาะกับองค์กรที่เจอปัญหาเหล่านี้บ่อย


       - งานเสร็จเร็วขึ้น แต่ต้องกลับมาแก้ซ้ำ
       - ข้อมูลจาก AI ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้ตรวจสอบ
       - คำตอบดูสมบูรณ์แต่ขาดความลึกและขาด Context ขององค์กร
       - พนักงานถาม AI ก่อนตั้งโจทย์ด้วยตัวเอง
       - งานจาก AI หน้าตาเหมือนกันหมด ไม่มี Insight เฉพาะขององค์กร
       - อบรม AI ไปแล้ว แต่คุณภาพการตัดสินใจยังไม่ดีขึ้น


ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน AI มาก่อน เพราะหลักสูตรไม่ได้เริ่มจากเทคนิค AI ที่ซับซ้อน แต่เริ่มจากวิธีคิด การตั้งโจทย์ และสถานการณ์การทำงานใกล้ตัว ก่อนค่อยนำ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือในการทดลองและวิเคราะห์

คำถามที่พบบ่อย (Q&A)

พนักงานใช้ ChatGPT หรือ Generative AI แล้วงานผิดพลาด ควรแก้ไขอย่างไร? +
องค์กรไม่ควรแก้ด้วยการห้ามใช้ AI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างกระบวนการ Human Verification ให้พนักงานตั้งคำถาม ตรวจสอบแหล่งข้อมูล แยกข้อเท็จจริงออกจากข้อสันนิษฐาน และประเมินผลกระทบก่อนนำ AI Output ไปใช้จริง
AI ทำให้ Critical Thinking ของพนักงานลดลงหรือไม่? +
ไม่ได้ลดลงโดยอัตโนมัติ ความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้เปลี่ยนจากการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยคิด ไปเป็นการมอบหมายการคิดให้ AI โดยไม่ตั้งคำถาม ตรวจสอบ หรือสังเคราะห์ด้วยตนเอง
Prompt Engineering กับ Prompt Literacy ต่างกันอย่างไร? +
Prompt Engineering เน้นวิธีเขียนคำสั่งให้ AI ตอบได้ดีขึ้น ส่วน Prompt Literacy กว้างกว่า เพราะรวมถึงการกำหนดปัญหา Context ข้อมูล ข้อจำกัด Criteria รู้ว่าควรถาม AI อะไร และรู้ว่าเมื่อได้คำตอบแล้วต้องตรวจสอบอะไรต่อ
ทำไมองค์กรที่อบรม AI แล้วจึงยังควรพัฒนา Critical Thinking? +
เพราะการรู้วิธีใช้เครื่องมือไม่ได้รับประกันคุณภาพของการคิด หาก Problem Framing ผิด ข้อมูลไม่ครบ หรือไม่ตรวจสอบ AI Output ความเร็วอาจเพียงทำให้องค์กรทำสิ่งที่ผิดได้เร็วขึ้น
หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรสอน ChatGPT หรือไม่? +
ไม่ใช่หลักสูตรสอนใช้ ChatGPT โดยเฉพาะ แต่เป็นหลักสูตรพัฒนา Critical Thinking, Problem Framing, Prompt Literacy และ Human Judgment ซึ่งใช้ได้กับ ChatGPT, Microsoft Copilot และ Generative AI Tools อื่น ๆ
ผู้เรียนที่ไม่เก่ง AI สามารถเรียนได้หรือไม่? +
ได้ เพราะหลักสูตรไม่ได้เริ่มจากเทคนิค AI ที่ซับซ้อน แต่เริ่มจากวิธีคิด การตั้งโจทย์ และสถานการณ์การทำงานใกล้ตัว ก่อนค่อยนำ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือในการทดลองและวิเคราะห์
จะรู้ได้อย่างไรว่าคำตอบจาก AI เชื่อถือได้? +
หลักสูตรใช้ AI Output Verification Matrix ให้ผู้เรียนตรวจว่า AI กำลังอ้างอะไร Evidence อยู่ตรงไหน อะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นข้อสันนิษฐาน ข้อมูลใดหายไป และถ้าคำตอบผิด Business Impact คืออะไร
หลักสูตรนี้ใช้เวลาอบรมกี่วัน? +
หลักสูตรมาตรฐานใช้เวลา 1 วัน (6 ชั่วโมง) และสามารถปรับเป็น 2 วันได้ หากต้องการเพิ่ม Case จากงานจริงและการฝึกตัดสินใจเชิงลึก
จัดอบรมแบบ In-house ให้องค์กรได้หรือไม่? +
ได้ หลักสูตรออกแบบสำหรับ In-house Training โดยเฉพาะ และสามารถปรับ Case, Workshop และตัวอย่าง AI Output ให้ตรงกับบริบทงานจริงขององค์กร
หลังอบรมมีการติดตามผลอย่างไร? +
สามารถต่อยอดด้วยระบบติดตามพฤติกรรม เช่น 8 Weeks Behavioral Tracker และ Readiness Check เพื่อวัดว่าผู้เรียนนำ Critical Thinking และการตรวจสอบ AI Output ไปใช้จริงในงานมากน้อยเพียงใด

เรามุ่งเน้นพัฒนาทักษะและความรู้ที่จำเป็น โดยเน้นการเรียนรู้และการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณสามารถเติบโตในตำแหน่งงานของคุณอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทีมงานติดต่อกลับภายใน 24 ชม.

ช่องทางติดต่ออื่นๆ

Call : 061-456-3996    คุณ วีรพันธ์ (โค้ชแจ๊ค)
          061-456-3994    คุณ ชุติมา (มด)
LINE OA : @coachweeraphan
Social Media :          
E-Mail : coachweeraphan@gmail.com (Office E-mail)
E-Mail : wrp299@gmail.com (Personal E-mail)