หลักสูตร OJT สอนงานหน้างาน ทำให้พนักงานใหม่ทำงานเป็นเร็วขึ้น
(OJT Mastery for Supervisors)

Call : 061-456-3996    คุณ วีรพันธ์ (โค้ชแจ๊ค)
          061-456-3994    คุณ ชุติมา (มด)
LINE OA : @coachweeraphan
Social Media :          
E-Mail : coachweeraphan@gmail.com (Office E-mail)
E-Mail : wrp299@gmail.com (Personal E-mail)

แนวคิดของหลักสูตร

หลักสูตรอบรม OJT Mastery for Supervisors พัฒนาทักษะการสอนงาน ถ่ายทอดงาน และพัฒนาทีมสำหรับหัวหน้างาน


OJT ต่างจาก Coaching อย่างไร และองค์กรควรเลือกอันไหน
         คำสองคำนี้ถูกใช้สลับกันบ่อย แต่ใช้กับคนละสถานการณ์
         - OJT คือการสอนวิธีทำงาน ให้กับคนที่ยังทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ยังไม่ถูกมาตรฐาน หัวใจอยู่ที่การแตกขั้นตอนงานให้ชัด สาธิตให้ดู ให้ลองทำ แล้วตรวจสอบจนทำได้เอง
         - Coaching คือการดึงศักยภาพ ของคนที่ทำงานได้แล้วให้ทำได้ดีขึ้น หัวใจอยู่ที่การใช้คำถามให้เขาคิดและตัดสินใจเอง


        ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือ หัวหน้าใช้คำถามแบบ Coaching กับพนักงานใหม่ที่ยังไม่รู้วิธีทำงาน ซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียเวลาและพนักงานรู้สึกว่าถูกทดสอบ ในทางกลับกัน การสั่งและสาธิตแบบ OJT กับพนักงานที่ทำได้แล้ว ก็ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ถูกไว้ใจ


หัวหน้าที่ใช่...ไม่ใช่แค่สั่งได้ แต่สอนได้ คือหัวใจของการสร้างทีมให้เติบโต


เมื่อการพัฒนาทีมไม่ควรรอการอบรมจาก HR เท่านั้น หัวหน้างานจึงต้องกลายเป็น ครูในงาน ที่มีทั้งทักษะการถ่ายทอด และแนวคิดในการพัฒนาทีมอย่างเป็นระบบ หลักสูตร OJT Mastery for Supervisors สร้างหัวหน้างานให้เป็นครูมืออาชีพในการพัฒนาทีม จึงถูกออกแบบมาเพื่อปั้นหัวหน้าให้เป็นผู้นำการเรียนรู้ที่มีผลลัพธ์จริง


แนวคิดหลักสูตร Supportive Leadership through OJT


หัวหน้างานในองค์กรยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ สั่งงาน แต่ต้องเป็นผู้ สร้างประสบการณ์เรียนรู้ในงานจริง (Work-based Learning) ที่ช่วยให้ทีมเข้าใจ พัฒนา และเติบโตไปพร้อมกัน หลักสูตรนี้เน้น
       - ยกระดับทักษะของหัวหน้างานให้เป็น ครูมืออาชีพ (Professional OJT Trainer)
       - พัฒนา 4 บทบาทสำคัญ: Teacher, Trainer, Coach และ Mentor
       - สร้างระบบ OJT ที่ วัดผลได้จริง ไม่ใช่แค่สอนแล้วจบ
       - สร้างกรอบคิดใหม่ผ่านกระบวนการ Coaching, Feedback และ Learning Loop


        หลักสูตรนี้จึงเจาะเฉพาะ ฝั่ง OJT คือทำให้หัวหน้างานสอนงานได้อย่างเป็นระบบ มีคู่มือที่ใช้ซ้ำได้ และวัดได้ว่าพนักงานทำเป็นแล้วจริง หากองค์กรต้องการพัฒนาฝั่ง Coaching ดูหลักสูตร พัฒนาทีมด้วยทักษะโค้ชและเทคนิคการให้ Feedback
        หากต้องการให้ผู้จัดการระดับกลางวินิจฉัยได้เองว่าสถานการณ์ไหนควรใช้อะไร ดูหลักสูตร พัฒนาผู้จัดการระดับกลางให้โค้ชเป็น มอบอำนาจได้


OJT Training for Supervisors, Professional On-the-Job Training, Coaching Skill for Supervisor, คู่มือสอนงาน, วิธีสร้างหัวหน้างานที่ถ่ายทอดได้, เทคนิคการสอนงานในองค์กร, Leadership for Learning Culture, สร้างหัวหน้าให้เป็น Coach, Work-based Learning, พัฒนาทักษะ OJT

จุดมุ่งเน้นของเนื้อหา

หลักสูตรอบรม OJT Mastery for Supervisors พัฒนาทักษะการสอนงาน ถ่ายทอดงาน และพัฒนาทีมสำหรับหัวหน้างาน


หัวหน้าสอนเป็น ทีมจะเก่งขึ้นจริง คือหัวใจของหลักสูตรนี้


       เพราะความสามารถของทีม ไม่ได้เกิดจากการอบรมภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่หัวหน้างาน “สอนงานเป็น” และ “พัฒนาคนเป็น” ในหน้างานจริงได้ทุกวัน หลักสูตร OJT Mastery for Supervisors จึงมุ่งพัฒนา ทักษะการถ่ายทอด และ บทบาทการเป็นครูในงาน ให้กับหัวหน้าระดับปฏิบัติการทุกกลุ่ม


จุดมุ่งเน้นของเนื้อหาหลักสูตรนี้
       “เปลี่ยนบทบาทหัวหน้า” ให้กลายเป็นครูและโค้ชที่มีเป้าหมาย เน้นพัฒนาหัวหน้างานจากผู้สั่งงาน มาเป็น “ผู้ปลดล็อกศักยภาพ” ด้วยการสื่อสารแบบเข้าใจผู้เรียน ถ่ายทอดอย่างมีขั้นตอน และให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์
       “สร้างระบบ OJT ที่เป็นจริง ไม่ใช่แค่พูดปากเปล่า” หลักสูตรนี้จะช่วยผู้เรียนออกแบบแผน OJT อย่างเป็นระบบผ่านเครื่องมือ เช่น OJT Canvas, Learning Style Mapping และ Job Breakdown Sheet เพื่อให้การสอนงานมีคุณภาพและวัดผลได้
       “พัฒนาทักษะสื่อสาร-สอนงาน-ติดตามผล” อย่างมืออาชีพ ไม่ใช่แค่พูดเก่ง แต่ต้องเข้าใจสไตล์การเรียนรู้ของลูกน้อง ใช้คำอธิบายให้เข้าใจง่าย และติดตามผลด้วย Feedback Tools (SBI + Feedforward) จนเกิดผลลัพธ์ที่วัดได้
       “เปลี่ยนความรู้ในหัว เป็นพลังให้ทีมเติบโต” หลักสูตรนี้ช่วยปลดล็อกศักยภาพของหัวหน้างาน ด้วยแนวคิด “สอนจากประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ท่องจำ” เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ในงานให้ทีมเรียนรู้เร็วขึ้น ผิดพลาดน้อยลง และเติบโตไวขึ้น



 


 


สอนงานอย่างมีระบบ, OJT สำหรับหัวหน้างาน, หัวหน้าสอนเป็น, พัฒนาทีมด้วยการสอน, OJT Skill Development, Coaching Skill for Supervisor, บทบาทผู้นำแบบโค้ช, หัวหน้าแบบครู, ผู้นำพัฒนาคน, ระบบสอนงานในองค์กร, OJT Planning, OJT Template, สอนงานแบบมืออาชีพ, Communication for Training, วิธีสอนงานให้เข้าใจ, Feedback Skill for Leaders, Transfer in Workplace, การถ่ายทอดประสบการณ์, พัฒนาคนในทีม, วิธีทำให้ทีมเรียนรู้เร็ว

สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับ (Outcome)

หลักสูตรอบรม OJT Mastery for Supervisors พัฒนาทักษะการสอนงาน ถ่ายทอดงาน และพัฒนาทีมสำหรับหัวหน้างาน


“หัวหน้าสอนเป็น ทีมโตไว องค์กรไปไกล” คือผลลัพธ์ที่องค์กรจะได้รับ


การเปลี่ยนหัวหน้างานให้กลายเป็น ครูในงาน คือการสร้างแรงขับเคลื่อนที่ยั่งยืนให้กับการพัฒนาทีม หลักสูตรนี้ไม่ใช่แค่การสอนทักษะ OJT แต่คือการวางรากฐาน Culture การเรียนรู้ในที่ทำงาน (Workplace Learning Culture) ที่หัวหน้าคือจุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลง


ผลลัพธ์ที่วัดได้จริงจากหลักสูตรนี้
       “หัวหน้ามีกรอบคิดแบบผู้สอน” ไม่ใช่แค่ผู้สั่ง เปลี่ยนบทบาทจากหัวหน้าทั่วไปสู่การเป็น Supportive Leader & Learning Coach ที่รู้วิธีสอนงาน สื่อสารอย่างเข้าใจ และถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ
       “มีเครื่องมือชัดเจน” พร้อมสอน ซ้อม และประเมินผล ผู้เรียนสามารถออกแบบและใช้ OJT Job Breakdown Sheet, OJT Canvas, Learning Tracker และ Feedback Form เพื่อพัฒนาทีมอย่างวัดผลได้ ไม่ใช่แค่สอนไปวันๆ
       “สื่อสารให้เข้าใจ เรียนรู้ได้ไว” ฝึกการให้ Feedback แบบมืออาชีพด้วยเครื่องมือ SBI + Feedforward พร้อมเข้าใจสไตล์การเรียนรู้ของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละแบบ (4MAT Learning Model)
       “เกิดระบบพัฒนาคนในทีมที่ต่อเนื่อง” ผู้นำสามารถวางแผนพัฒนารายบุคคล (Personalized Learning Plan) และต่อยอดเป็นคู่มือการเรียนรู้เฉพาะบุคคล พร้อมติดตามผลผ่าน Success Tracker
     
 “องค์กรได้หัวหน้า 2-in-1: ทั้งผู้นำและครู”  เมื่อหัวหน้าสามารถ สอนงาน–พัฒนาคน–วัดผลได้ องค์กรจะมีทีมที่เก่งขึ้นไว ลดระยะเวลา OJT จริง ประหยัดเวลา ประหยัดต้นทุน และลดการสูญเสียจากการเรียนรู้ผิดวิธี


 


Leadership Mindset, Coaching Supervisor, หัวหน้าแบบโค้ช, ผู้นำที่สอนคนได้, OJT Tool, เทคนิคการสอนงาน, On-the-Job Learning Framework, เครื่องมือสอนงาน, Feedback Technique, Feedforward Coaching, Communication for Training, การให้คำแนะนำหัวหน้า, Employee Development Plan, การพัฒนาทีมในสายงาน, Learning-by-Doing Outcome, ประสิทธิภาพในการพัฒนา, ความคุ้มค่าในการฝึกงาน, OJT Efficiency, Supervisor Trainer Outcome

เนื้อหาหลักสูตร

หลักสูตรอบรม OJT Mastery for Supervisors พัฒนาทักษะการสอนงาน ถ่ายทอดงาน และพัฒนาทีมสำหรับหัวหน้างาน


Part 1: สำรวจตัวเองในบทบาท “หัวหน้าครู”
     - ชุดคำถามสะท้อนตัวเอง เช่น “ฉันถ่ายทอดงานได้ชัดเจนหรือไม่”, “ฉันเข้าใจผู้เรียนมากน้อยแค่ไหน”
     - แนวคิด OJT 4 บทบาท: Teacher, Trainer, Coach, Consultant
     - โมเดล 4MAT Learning Model และ Learning Styles ของลูกทีม


Workshop/กิจกรรม: “OJT Mirror” – สำรวจตนเองและ feedback แบบโค้ชจากเพื่อนร่วมกลุ่มFramework/Model: 4MAT Model, Learning Style
แบบฟอร์ม: แบบประเมินสไตล์การสอน + แบบประเมินความเข้าใจผู้เรียน
ผลลัพธ์: ผู้เรียนมี Awareness ต่อจุดแข็ง-จุดอ่อนของตนในการเป็นผู้สอนงาน


 


Part 2: ปรับกรอบคิด-วางกลยุทธ์ OJT ให้เข้าเป้า
     - หลุมพรางของหัวหน้างานในการสอนงาน เช่น “สอนไปก็ไม่ทำ”, “ไม่มีเวลาสอน”
     - การวางแนวทาง OJT ให้ตรงเป้า: เข้าใจเป้าหมาย – ผู้เรียน – วิธีสอน – การติดตาม
     - การสื่อสารแบบ “ครูมืออาชีพ”: ใช้คำถามโค้ชเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึก


Workshop/กิจกรรม: กรณีศึกษา “OJT Failed Case” วิเคราะห์ปัญหาและแนวทางใหม่Framework/Model: GROW Model, OJT Canvas
แบบฟอร์ม: OJT Strategy Plan Template
ผลลัพธ์: ผู้เรียนสามารถวางแผน OJT ที่สอดคล้องกับผู้เรียนและวัตถุประสงค์ได้


 


Part 3: เทคนิค-เครื่องมือ-เฟรมเวิร์คเพื่อ OJT แบบมืออาชีพ
     - การเลือกใช้บทบาทที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์
     - การเขียนคู่มือสอนงานแบบ Step-by-step พร้อมเช็คลิสต์
     - เครื่องมือติดตามผล เช่น Learning Journal, OJT Feedback Form


Workshop/กิจกรรม: ฝึกทำคู่มือสอนงานจริงจาก Case จริง พร้อมจำลองสอน


Framework/Model: OJT Handbook Template, Feedback Loop Tool
แบบฟอร์ม: คู่มือสอนงาน + แบบฟอร์มติดตามผล
ผลลัพธ์: ผู้เรียนสามารถสร้างคู่มือและนำเครื่องมือ OJT ไปใช้ได้จริงในงานจริง


 


Part 4: ประยุกต์ใช้จริงกับทีมงานในสถานการณ์ของตนเอง
     - วิเคราะห์ลูกทีมแบบจริงจัง และเลือกเทคนิคสอนที่เหมาะกับแต่ละคน
     - ฝึกวางแผนและออกแบบ OJT ในทีมของตน
     - ฝึก Role Play การสอนทีมงาน และรับ Feedback เชิงพัฒนา


Workshop/กิจกรรม: สถานการณ์จำลอง – สอนทีมงานจริง (Role Play + Feedback)


Framework/Model: Personalization Plan, Learning Impact Plan
แบบฟอร์ม: Individual OJT Plan + Learning Tracker
ผลลัพธ์: ผู้เรียนสามารถนำความรู้ทั้งหมดไปใช้กับทีมงานจริงได้อย่างเหมาะสมและวัดผลได้


 


การบ้านนำไปประยุกต์ใช้ : Action Commitment ด้วยการระบุสิ่งที่จะไปดำเนินการหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงหลังจากจบการอบรมพร้อมแนวทางดำเนินการเพื่อการติดตามผลและความคืบหน้า

เครื่องมือ , เฟรมเวิร์ค , กิจกรรม

หลักสูตรอบรม OJT Mastery for Supervisors พัฒนาทักษะการสอนงาน ถ่ายทอดงาน และพัฒนาทีมสำหรับหัวหน้างาน


เครื่องมือ (Tools)
    - OJT Job Breakdown Sheet - แตกงานให้ชัดเจน สื่อสารเข้าใจง่าย ไม่สับสน
    - Learning Style Mapping - วิเคราะห์รูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน
    - OJT Canvas - วางแผนการสอนงานให้ครอบคลุมเป้าหมาย เนื้อหา วิธี และผู้เรียน
    - SBI + Feedforward Template - ให้ Feedback แบบสร้างสรรค์และนำไปปรับใช้ได้ทันที
    - Personal Learning Plan (PLP) - ออกแบบแผนพัฒนารายบุคคล เพื่อวางแผนการสอนอย่างตรงจุด
    - Success Tracker - เครื่องมือติดตามพัฒนาการหลังการสอน เพื่อลดปัญหา “สอนไปแต่ไม่รู้ผล”


เฟรมเวิร์ค (Framework)
    - GROW Model – ใช้โค้ชพนักงานระหว่างและหลัง OJT
    - 4MAT Learning Styles – วิเคราะห์และสอนให้เข้ากับสไตล์ของแต่ละคน
    - 3A Model: Assign – Assist – Assess – วางโครงการสอนงานที่มีการติดตามต่อเนื่อง
    - Learning Loop: Teach – Try – Feedback – Adjust – วงจรการเรียนรู้ที่เกิดผลลัพธ์จริง


กิจกรรมจำลองสถานการณ์จริง ฝึกให้ทำได้ ไม่ใช่แค่เข้าใจ
    - OJT Self-Scan - สำรวจจุดแข็งจุดอ่อนตนเองในบทบาท “ครูในงาน”
    - Case Workshop: สอนแล้วลูกน้องไม่เข้าใจ เพราะอะไร? - วิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางปรับวิธีสอน
    - Role Play: สอนงานภายใต้ความกดดัน (Time / Safety / ความผิดพลาด) - ฝึกทักษะการสื่อสาร + การควบคุมอารมณ์ระหว่างสอนงาน
    - Team OJT Plan Presentation - สร้างแผนสอนงานทั้งทีมอย่างเป็นระบบ
    - Feedback Challenge - ฝึกการให้ฟีดแบ็กแบบมือโปร ทั้งบวกและแนะเพื่อพัฒนา

สัดส่วนเนื้อหา และรูปแบบการเรียนรู้

       เพื่อให้การเรียนรู้สามารถเปลี่ยนผ่านจาก “ความเข้าใจ” ไปสู่ “การนำไปใช้จริง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปรแกรมนี้ออกแบบให้มี สัดส่วนระหว่างการสอนเนื้อหาและกิจกรรม ดังนี้:
        30% เน้นการเรียนรู้ผ่านการบรรยายสั้น (Mini Lecture) เพื่อปูพื้นฐานแนวคิดและกรอบการคิดอย่างเป็นระบบ
        50% เป็นการทำกิจกรรม Workshop, Case Study และแบบฝึกปฏิบัติที่ต่อเนื่องในรูปแบบ Project Simulation ซึ่งออกแบบมาให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้เครื่องมือและวิเคราะห์สถานการณ์จริง
        20% เป็นการสะท้อนความคิด (Reflection), Group Dialogue และการ Coaching ภายในกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนมุมมองของตนเอง และเห็นความเชื่อมโยงกับบริบทงานจริง
        โครงสร้างนี้สะท้อนแนวคิด Outcome Driven Learning อย่างแท้จริง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เป็นเครื่องมือในการปลดล็อกกรอบคิดเดิมและติดอาวุธการคิดและลงมือทำให้กับผู้เรียนในทุกช่วงของโปรแกรม


วัดผลด้วย Outcome-Driven Learning
          สำหรับหลักสูตรสอนงาน คำถามที่ HR ถามเสมอคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าหัวหน้าเอาไปสอนจริง หลักสูตรนี้จึงจัดเป็น Learning Journey เต็มรูปแบบได้
          - Readiness Check ก่อนอบรม สำรวจว่าปัจจุบันแต่ละหน่วยงานสอนงานพนักงานใหม่ด้วยวิธีใด มีคู่มือหรือไม่ ใช้เวลากี่วันจนพนักงานทำงานได้เอง และงานไหนที่มักสอนแล้วยังผิดซ้ำ เพื่อนำงานจริงเหล่านั้นมาเป็นโจทย์ในห้องเรียน
          - Impact Workshop 1 วัน ทำคู่มือสอนงานของงานจริงจนได้เอกสารที่ใช้ได้ พร้อม Action Commitment ระบุพนักงานที่จะสอนคนแรกและกำหนดเวลา
          - 8 Weeks Behavioral Tracker หลังอบรม ติดตามผ่าน LINE 8 สัปดาห์ เช่น จำนวนงานที่ทำคู่มือสอนงานเสร็จ จำนวนพนักงานที่สอนตามขั้นตอนแล้วผ่านการตรวจสอบ และเวลาที่ใช้จนพนักงานใหม่ทำงานได้เองเทียบกับก่อนอบรม
          HR จะได้รับรายงาน Before-After รายบุคคลและรายหน่วยงาน ซึ่งเชื่อมกับตัวเลขที่ผู้บริหารสนใจได้โดยตรง คือระยะเวลาที่พนักงานใหม่ใช้ก่อนทำงานได้เต็มที่ และอัตราของเสียหรืองานที่ต้องแก้ในช่วงแรกของการทำงาน

ผู้ที่เหมาะกับหลักสูตรนี้

- หัวหน้างานและ Supervisor ที่ต้องสอนงานพนักงานใหม่เป็นประจำ
- หัวหน้ากะและ Line Leader ในสายการผลิตที่ต้องส่งต่อวิธีทำงานให้ทีม
- พี่เลี้ยงและ Trainer ประจำหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลพนักงานใหม่
- ผู้จัดการหน่วยงานที่ต้องวางระบบสอนงานให้ทั้งแผนกใช้มาตรฐานเดียวกัน
- พนักงานอาวุโสที่เก่งงานและกำลังถูกเตรียมให้เป็นผู้สอนงาน
- HR และ HRD ที่ต้องการลดระยะเวลาที่พนักงานใหม่ใช้ก่อนทำงานได้เต็มที่


เหมาะกับองค์กรที่เจอสถานการณ์เหล่านี้บ่อย
-ไม่มีคู่มือสอนงาน วิธีทำงานอยู่ในตัวพนักงานอาวุโส เมื่อเขาลาออกความรู้หายไปด้วย
- พนักงานใหม่ใช้เวลานานกว่าที่ควรจึงทำงานได้เอง ทำให้ทีมต้องแบกงานแทน
- สอนแล้วยังผิดซ้ำเรื่องเดิม เพราะไม่มีการตรวจสอบว่าเข้าใจจริงหรือแค่จำ
- หัวหน้าไม่มีเวลาสอน จึงปล่อยให้เรียนรู้เอง แล้วมาแก้ปัญหาทีหลัง
- พนักงานใหม่ลาออกในช่วงแรกเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครดูแลและทำงานไม่ถูก


ระดับความรู้พื้นฐาน
       ไม่ต้องมีพื้นฐานด้านการสอนหรือการออกแบบการเรียนรู้มาก่อน หลักสูตรออกแบบสำหรับหัวหน้างานสายปฏิบัติที่เก่งงานแต่ยังไม่เคยเรียนวิธีถ่ายทอด จึงเริ่มจากงานที่ผู้เรียนสอนอยู่จริงแล้วค่อยเติมเครื่องมือทีละชิ้น

คำถามที่พบบ่อย (Q&A)

OJT คืออะไร ต่างจาก Coaching อย่างไร +
OJT หรือ On-the-Job Training คือการสอนวิธีทำงานให้กับคนที่ยังทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ยังไม่ถูกมาตรฐาน หัวใจอยู่ที่การแตกขั้นตอนงานให้ชัด สาธิตให้ดู ให้ลองทำ แล้วตรวจสอบจนทำได้เอง ส่วน Coaching คือการดึงศักยภาพของคนที่ทำงานได้แล้วให้ทำได้ดีขึ้น หัวใจอยู่ที่การใช้คำถามให้เขาคิดและตัดสินใจเอง ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือหัวหน้าใช้คำถามแบบ Coaching กับพนักงานใหม่ที่ยังไม่รู้วิธีทำงาน ซึ่งทำให้เสียเวลาและพนักงานรู้สึกว่าถูกทดสอบ ในทางกลับกัน การสั่งและสาธิตแบบ OJT กับพนักงานที่ทำได้แล้ว ก็ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ถูกไว้ใจ หลักสูตรนี้เจาะเฉพาะฝั่ง OJT
ทำไมสอนงานแล้วพนักงานยังทำผิดซ้ำเรื่องเดิม +
สาเหตุที่พบบ่อยมี 5 เรื่อง (1) สอนด้วยการให้ดูแล้วทำตาม โดยไม่ได้บอกว่าจุดไหนสำคัญและจุดไหนที่คนมักทำผิด (2) ไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมต้องทำแบบนี้ พนักงานจึงทำถูกเฉพาะสถานการณ์ที่เคยเห็น (3) สอนครั้งเดียวแล้วถือว่าจบ ไม่มีการตรวจสอบว่าทำเป็นจริง (4) ถามว่าเข้าใจไหมแล้วได้คำตอบว่าเข้าใจ ซึ่งไม่ใช่หลักฐานว่าทำได้ (5) แต่ละคนสอนไม่เหมือนกัน พนักงานจึงได้วิธีทำงานหลายแบบ ทางแก้คือทำคู่มือที่ระบุขั้นตอน จุดสำคัญ และเหตุผลทุกขั้น แล้วตรวจสอบด้วยการให้พนักงานทำให้ดูจริง
หลักสูตรนี้ต่างจากการอบรมสอนงานทั่วไปอย่างไร? +
จุดเด่นคือหลักสูตรนี้ไม่ได้สอนแค่ “วิธีอธิบายงาน” แต่พัฒนาหัวหน้าให้มี 4 บทบาทสำคัญ คือ Teacher, Trainer, Coach และ Mentor พร้อมทั้งวางระบบ OJT ที่ “วัดผลได้จริง ไม่ใช่แค่สอนแล้วจบ” ผ่านแนวคิด Supportive Leadership through OJT และ Work-based Learning ที่เชื่อมการสอนงานกับการเติบโตของทีมโดยตรง
ไม่มีคู่มือสอนงาน ควรเริ่มทำจากตรงไหน +
เริ่มจากงานที่มีปัญหาบ่อยที่สุดก่อน ไม่ต้องทำทุกงานพร้อมกัน ลำดับที่ทำได้จริงมี 5 ขั้น (1) เลือกงาน 1 ถึง 3 งานที่พนักงานใหม่มักทำผิด หรือที่มีคนทำได้เพียงคนเดียวในหน่วยงาน (2) ให้คนที่ทำงานนั้นเก่งที่สุดทำให้ดูแล้วจดขั้นตอนตามจริง ไม่ใช่เขียนจากความจำ (3) ระบุจุดสำคัญของแต่ละขั้นว่าทำอย่างไรให้ถูกและจุดใดที่มักผิด (4) เติมเหตุผลว่าทำไมต้องทำแบบนี้ (5) ทดลองใช้กับพนักงานใหม่จริง 1 คน แล้วปรับตามจุดที่เขาสะดุด คู่มือที่ดีจึงเกิดจากการใช้งาน ไม่ใช่จากการเขียนให้สมบูรณ์ตั้งแต่ครั้งแรก
Job Breakdown Sheet คืออะไร ใช้ทำคู่มือสอนงานอย่างไร +
Job Breakdown Sheet คือเอกสารหนึ่งหน้าที่แตกงานหนึ่งชิ้นออกเป็น 3 คอลัมน์ (1) ขั้นตอนหลัก ว่าทำอะไรเรียงตามลำดับ (2) จุดสำคัญ ว่าทำอย่างไรให้ถูก และจุดใดที่คนมักทำผิดหรือเกิดอันตราย (3) เหตุผล ว่าทำไมต้องทำแบบนี้ คอลัมน์ที่คนมักข้ามคือเหตุผล ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้พนักงานตัดสินใจถูกได้แม้เจอสถานการณ์ที่ไม่มีในคู่มือ วิธีใช้คือให้คนที่ทำงานนั้นเก่งที่สุดทำให้ดูแล้วจดตามจริง ไม่เขียนจากความจำ แล้วนำไปทดลองใช้กับพนักงานใหม่จริง ในหลักสูตรผู้เรียนจะทำเอกสารนี้จากงานจริงของตัวเองจนได้ฉบับที่ใช้ได้ก่อนออกจากห้อง
จะรู้ได้อย่างไรว่าพนักงานทำงานเป็นแล้วจริง ไม่ใช่แค่จำได้ +
การถามว่าเข้าใจไหมไม่ใช่หลักฐานว่าทำได้ เพราะพนักงานส่วนใหญ่ตอบว่าเข้าใจ OJT ที่ถูกต้องมี 4 ขั้นคือ อธิบาย สาธิต ให้ลองทำ และตรวจสอบ ขั้นที่หัวหน้ามักข้ามคือขั้นสุดท้าย วิธีตรวจสอบที่ได้ผลมี 3 แบบ (1) ให้พนักงานทำให้ดูโดยไม่มีคู่มือในมือ (2) ให้เขาอธิบายกลับด้วยคำของตัวเองว่าแต่ละขั้นทำอะไรและทำไม ซึ่งจะเห็นทันทีว่าจำได้หรือเข้าใจจริง (3) ถามคำถามสถานการณ์ เช่น ถ้าเจอกรณีนี้จะทำอย่างไร เพื่อทดสอบว่านำไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่ต่างจากที่สอน เกณฑ์ที่ควรกำหนดไว้ล่วงหน้าคือทำได้ถูกต้องติดต่อกันกี่ครั้งจึงถือว่าผ่าน
สอนงานคนที่เรียนรู้ช้ากับคนที่เรียนรู้เร็วต้องใช้วิธีต่างกันไหม +
ต้องต่างครับ เพราะคนรับข้อมูลไม่เหมือนกัน บางคนเข้าใจจากการเห็นภาพและผังงาน บางคนเข้าใจจากการได้ลงมือทำก่อนแล้วค่อยฟังคำอธิบาย บางคนต้องรู้เหตุผลและภาพรวมก่อนจึงจะจำขั้นตอนได้ และบางคนต้องเห็นตัวอย่างจริงหลายกรณี วิธีที่ใช้ได้จริงคือเริ่มสอนแล้วสังเกตว่าเขาสะดุดตรงจุดไหน ถ้าทำตามได้แต่พออธิบายไม่ได้ แปลว่ายังขาดเหตุผล ถ้าเข้าใจเหตุผลแต่มือยังไม่คล่อง แปลว่าต้องเพิ่มเวลาฝึก การปรับวิธีสอนจึงไม่ใช่การถามว่าเขาชอบเรียนแบบไหน แต่คือการดูว่าเขาติดตรงไหนแล้วเติมตรงนั้น
ผู้เรียนจะได้เครื่องมืออะไรกลับไปใช้บ้าง +
ผู้เรียนจะได้อย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ คือ หนึ่ง เปลี่ยนบทบาทจากหัวหน้าทั่วไปสู่ Supportive Leader & Learning Coach สอง มีเครื่องมือชัดเจน เช่น OJT Canvas, Job Breakdown Sheet, Learning Tracker และ Feedback Form สาม สื่อสารให้เข้าใจง่ายและให้ Feedback แบบมืออาชีพมากขึ้น สี่ วางแผนพัฒนารายบุคคลได้ผ่าน Personalized Learning Plan ห้า ทำให้ทีมเรียนรู้เร็วขึ้น ผิดพลาดน้อยลง และลดระยะเวลา OJT จริงในองค์กรได้
หลังอบรมมีการติดตามผลอย่างไร +
องค์กรสามารถต่อยอดเป็น Learning Journey เต็มรูปแบบได้ เริ่มจาก Readiness Check ก่อนอบรม เพื่อสำรวจว่าปัจจุบันแต่ละหน่วยงานสอนงานพนักงานใหม่ด้วยวิธีใด มีคู่มือหรือไม่ ใช้เวลากี่วันจนพนักงานทำงานได้เอง และงานไหนที่สอนแล้วยังผิดซ้ำ เพื่อนำงานจริงเหล่านั้นมาเป็นโจทย์ในห้องเรียน ตามด้วย Action Commitment ระบุพนักงานที่จะสอนคนแรกและกำหนดเวลา และ 8 Weeks Behavioral Tracker ที่ติดตามผ่าน LINE 8 สัปดาห์ เช่น จำนวนงานที่ทำคู่มือเสร็จ จำนวนพนักงานที่สอนตามขั้นตอนแล้วผ่านการตรวจสอบ และเวลาที่ใช้จนพนักงานใหม่ทำงานได้เองเทียบกับก่อนอบรม HR จะได้รับรายงาน Before-After รายบุคคลและรายหน่วยงาน
จัดอบรม In-house ให้องค์กรได้หรือไม่ ขอใบเสนอราคาอย่างไร +
ได้ หลักสูตรออกแบบสำหรับ In-house Training โดยเฉพาะ โดยนำงานจริงที่หน่วยงานต้องสอนพนักงานใหม่มาเป็นโจทย์ทำคู่มือในห้องเรียน จึงปรับได้ทั้งสายผลิต คลังสินค้า งานบริการ และงานสำนักงาน และได้ผลดีที่สุดเมื่อจัดให้หัวหน้างานในหน่วยงานเดียวกันมาเรียนพร้อมกัน เพราะจะได้มาตรฐานการสอนงานที่เหมือนกันทั้งแผนก HR เพียงแจ้งจำนวนผู้เรียน ลักษณะงานที่ต้องสอน และช่วงเวลาที่ต้องการ ทีมงานจะติดต่อกลับพร้อม Course Outline และใบเสนอราคาภายใน 24 ชั่วโมง

เรามุ่งเน้นพัฒนาทักษะและความรู้ที่จำเป็น โดยเน้นการเรียนรู้และการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณสามารถเติบโตในตำแหน่งงานของคุณอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทีมงานติดต่อกลับภายใน 24 ชม.

ช่องทางติดต่ออื่นๆ

Call : 061-456-3996    คุณ วีรพันธ์ (โค้ชแจ๊ค)
          061-456-3994    คุณ ชุติมา (มด)
LINE OA : @coachweeraphan
Social Media :          
E-Mail : coachweeraphan@gmail.com (Office E-mail)
E-Mail : wrp299@gmail.com (Personal E-mail)