Call : 061-456-3996 คุณ วีรพันธ์ (โค้ชแจ๊ค)
061-456-3994 คุณ ชุติมา (มด)
LINE OA : @coachweeraphan
Social Media :
E-Mail : coachweeraphan@gmail.com (Office E-mail)
E-Mail : wrp299@gmail.com (Personal E-mail)
ทำไม "ดีขึ้น" จึงไม่เท่ากับ "ตอบโจทย์ หลายองค์กรอยากสร้างนวัตกรรม อยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น และอยากปรับกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ทีมงานมักเจอปัญหาเดิมซ้ำ ๆ เช่น Requirement ไม่ชัด เปลี่ยนโจทย์กลางทาง เริ่มคิดจาก Feature ที่อยากเพิ่มเร็วเกินไป หรือพยายามทำให้ Performance ดีขึ้นทุกด้าน โดยยังไม่ชัดว่า “ดีขึ้นเพื่ออะไร” หลายคนจึงรู้สึกว่า Design Thinking เป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของไอเดียสร้างสรรค์ การทำ Post-it หรือกระบวนการที่ดูเหมาะกับสายธุรกิจและงานบริการ มากกว่างานจริงของทีม Development, R&D, Engineering หรือทีม Process Improvement หลักสูตรนี้ออกแบบโดย โค้ชวีรพันธ์ เพื่อทำให้ Design Thinking กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ผ่านตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น ปากกา รองเท้า สายชาร์จ เก้าอี้ หรือของใช้ทั่วไป แล้วค่อยเชื่อมกลับสู่โจทย์จริงในองค์กร ทำให้ผู้เรียนเห็นว่า Design Thinking ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ “วิธีตั้งคำถามก่อนออกแบบ” เพื่อให้สิ่งที่พัฒนาขึ้นเหมาะกับผู้ใช้ สถานการณ์ ข้อจำกัด และผลลัพธ์ที่ต้องการ แกนสำคัญของหลักสูตรคือแนวคิดที่ว่า “ออกแบบให้เหมาะกับโจทย์ ไม่ใช่แค่ดีกว่าในทุกด้าน” และตั้งคำถามชวนคิดว่า ถ้าทำให้ลื่นกว่า ยืดหยุ่นกว่า หรือควบคุมง่ายกว่า นั่นแปลว่าผลิตภัณฑ์ดีขึ้นเสมอไปหรือไม่ หลักสูตรนี้จึงไม่ได้สอน Design Thinking เพื่อให้คิดไอเดียได้เยอะขึ้น แต่สอนให้ทีมกำหนด ได้ว่าอะไรคือเกณฑ์ที่ต้องผ่านจริง อะไรคือ Trade-off ที่ยอมแลกได้ และอะไรคือสิ่งที่พัฒนาไปก็ไม่มีใครให้ค่า ทำให้ทรัพยากรด้าน R&D และ Development ถูกใช้กับสิ่งที่สร้างผลลัพธ์จริง
หลายองค์กรลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการให้ดีขึ้นตามมาตรฐานทางเทคนิค เพิ่มสเปก เพิ่มฟังก์ชัน เพิ่มความละเอียด แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ถูกใช้จริง ไม่ถูกเลือก หรือไม่คุ้มต้นทุน เพราะสิ่งที่พัฒนาขึ้นนั้น ดีขึ้นในมิติที่ผู้ใช้ไม่ได้ให้ค่า
หลักสูตรนี้เน้นให้ผู้เรียนเปลี่ยนวิธีคิดจาก “เราจะเพิ่มอะไรให้ดีขึ้น?” เป็น “เราจะออกแบบให้เหมาะกับโจทย์จริงได้อย่างไร?” เนื้อหาจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจว่า งานออกแบบและพัฒนานวัตกรรมไม่ควรเริ่มจาก Feature หรือ Performance ที่อยากเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจผู้ใช้ สถานการณ์ ข้อจำกัด และผลลัพธ์ที่ต้องการ ตามลำดับการคิดแบบ Design Thinking คือ เข้าใจผู้ใช้และสถานการณ์ → ตั้งโจทย์ → สร้างทางเลือก → ทำให้จับต้องได้ → ทดลองและเรียนรู้ Pain Point ขององค์กรที่หลักสูตรนี้ตอบโจทย์ - Requirement จาก Marketing, Sales หรือ Customer ยังไม่ชัด ทำให้ทีมออกแบบไปแล้วไม่ตรงโจทย์
- Requirement เปลี่ยนระหว่างทาง เช่น เดิมออกแบบเพื่อ Use Case หนึ่ง แต่ภายหลังต้องการให้รองรับอีก Use Case เพิ่ม
- ทีมเริ่มจากสิ่งที่อยากเพิ่ม เช่น ลื่นขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น เร็วขึ้น ง่ายขึ้น โดยยังไม่ชัดว่าเพิ่มไปเพื่ออะไร
- กระบวนการมาตรฐาน ข้อกำหนด หรือ Compliance ทำให้ทีมรู้สึกว่าคิดใหม่ได้ยาก
- คนในองค์กรยึดติดกับความสำเร็จเดิม จนไม่กล้าทบทวนว่าสิ่งที่เคยสำเร็จยังเหมาะกับโจทย์ปัจจุบันหรือไม่
- ตอนทดสอบไม่มั่นใจว่า “แค่ไหนดีพอ” จึงต้องตัดสินใจจากความเห็นมากกว่าหลักฐาน
- ต้องการให้ Performance ดีกว่าคู่แข่ง แต่กลับเกิด Trade-off เช่น ใหญ่ขึ้น แข็งขึ้น ควบคุมยากขึ้น หรือใช้งานจริงไม่เหมาะ
- ปรับปรุงกระบวนการแล้วเกิดแรงต้าน เพราะไม่ได้ออกแบบ Stakeholder Adoption ตั้งแต่ต้น
เมื่อจบหลักสูตร ผู้เรียนจะสามารถ ผลลัพธ์ที่องค์กรจะเห็นได้หลังการอบรม คือ ทีมตั้งโจทย์ก่อนออกแบบมากขึ้น ลดการเพิ่ม Feature หรือ Performance ที่ไม่จำเป็น และตัดสินใจด้วยหลักฐานมากกว่าความเห็น
Part 1: Design Thinking ใกล้ตัวกว่าที่คิด เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ปากกาที่เขียนลื่นที่สุดดีเสมอไหม รองเท้าที่เกาะพื้นมากที่สุดดีเสมอไหม หรือเก้าอี้ที่นุ่มที่สุดเหมาะกับทุกการใช้งานหรือไม่ เพื่อให้ผู้เรียนเห็นว่า Performance ที่ดีไม่ได้แปลว่าสูงที่สุด แต่ต้องเหมาะกับ Purpose และ Context จากนั้นเชื่อมเข้าสู่ภาพรวมของ Design Thinking และตั้งคำถามว่าเราเริ่มต้นการออกแบบจากตรงไหน โดยเปรียบเทียบวิธีคิดแบบเดิมที่เริ่มจาก Feature หรือ Performance กับวิธีคิดแบบ Design Thinking Part 2: Better ≠ Fit — ดีขึ้น ไม่ได้แปลว่าเหมาะขึ้นเสมอไป ผู้เรียนจะเข้าใจหลักคิด Better ≠ Fit ซึ่งอธิบายว่า Performance ที่ดีที่สุดไม่ใช่ Performance ที่สูงที่สุด แต่คือ Performance ที่ตอบ Purpose และ Context ได้พอดี โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ต่ำกว่าเกณฑ์ Fit for Purpose และเกินความจำเป็น เนื้อหานี้เหมาะกับองค์กรที่มักตั้งเป้าว่า “ต้องดีกว่ารุ่นเดิม” หรือ “ต้องดีกว่าคู่แข่ง” แต่ยังไม่ได้วิเคราะห์ว่า Performance ที่เพิ่มขึ้นนั้นสร้างคุณค่าจริง หรือสร้าง Trade-off ใหม่ Part 3: Purpose และ Context มาก่อน Performance ผู้เรียนจะฝึกตั้งคำถามก่อนออกแบบว่า ต้องการสร้างผลลัพธ์อะไร ใครคือผู้ใช้จริง ใช้ในสถานการณ์ใด มีข้อจำกัดหรือความเสี่ยงอะไร และอะไรคือสัญญาณของความสำเร็จ เพราะ “ต้องการให้ลื่นกว่า” หรือ “ต้องการให้ใช้งานง่ายกว่า” ยังไม่ใช่ Product Purpose จนกว่าจะตอบได้ว่าเพื่อผลลัพธ์อะไร สำหรับใคร และในสถานการณ์ใด Part 4: ย้ายหลักคิดจากชีวิตประจำวันสู่งานจริง โค้ชวีรพันธ์จะพาผู้เรียนใช้ของใกล้ตัวเป็นตัวอย่าง เช่น รองเท้า ปากกา สายชาร์จ หรือของใช้ประจำวัน แล้ว “ย้ายหลักคิด” ไปสู่งาน Development ซึ่งไม่ใช่การลอกรูปแบบ แต่เป็นการย้ายคำถาม เช่น Purpose คืออะไร Context คืออะไร Performance ใดต้องพอดี และต้องพิจารณาข้อจำกัดใดร่วมด้วย Part 5: Fit-for-Purpose Innovation Framework ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ Framework ที่ช่วยตั้งคำถามเป็นลำดับ ตั้งแต่ Purpose, Context, Performance Fit, Trade-off, Concept/Prototype และ Test โดย Framework นี้สามารถย้อนกลับเพื่อเรียนรู้และปรับใหม่ได้ ไม่ใช่ทำเป็นเส้นตรงแล้วจบ Part 6: From Concept to Evidence ช่วงท้ายของหลักสูตร ผู้เรียนจะฝึกเปลี่ยนแนวคิดหรือ Assumption ให้กลายเป็น Test และ Evidence โดยหลักสูตรย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่การมีคำตอบครบตั้งแต่แรก แต่คือการรู้ว่าอะไรต้องพิสูจน์ต่อ
1. My Design Habit Reflection 2. Everyday Performance Fit Challenge 3. Better ≠ Fit Thinking 4. Fit-for-Purpose Innovation Framework 5. How Might We Question 6. Performance Fit Criteria 7. Trade-off & Risk Mapping 8. Concept / Prototype Thinking 9. Assumption-Test-Evidence 10. 30-Day Application Commitment นอกจากนี้หลักสูตรยังมีช่วง Group Sharing & Peer Feedback ที่ให้ผู้เรียนเล่าแนวคิดตามเส้นทาง Canvas ตั้งแต่ Purpose, Context & Constraints, How Might We, Performance Fit & Trade-off, Concept/Prototype และ Test & Evidence
ใช้เพื่อ: สำรวจว่าทีมมักเริ่มจากโจทย์ หรือ Feature ที่อยากเพิ่ม
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: เห็นพฤติกรรมการคิดของตนเองก่อนออกแบบ
ใช้เพื่อ: ใช้ของใกล้ตัวเพื่อเข้าใจ Performance ที่พอดี
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: เห็นว่า “มากขึ้น” ไม่ได้แปลว่า “เหมาะขึ้น”
ใช้เพื่อ: แยกความต่างระหว่างดีขึ้นกับเหมาะขึ้น
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: เข้าใจ Fit for Purpose และ Trade-off
ใช้เพื่อ: ใช้เป็นวงจรคำถามตั้งแต่ Purpose ถึง Test
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: คิดเป็นระบบก่อนตัดสินใจออกแบบ
ใช้เพื่อ: ตั้งโจทย์ออกแบบโดยไม่ล็อก Solution
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: ได้โจทย์ที่ชัดและเปิดทางเลือก
ใช้เพื่อ: นิยาม Performance ที่สำคัญและระดับที่พอดี
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: ลดการเพิ่มทุกอย่างโดยไม่จำเป็น
ใช้เพื่อ: วิเคราะห์ผลกระทบเมื่อปรับ Performance
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: เห็นสิ่งที่ต้องตัดสินใจ ไม่ใช่แค่สิ่งที่อยากเพิ่ม
ใช้เพื่อ: ทำให้แนวคิดจับต้องได้
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: เห็นแนวทางทดสอบหรือทดลองเบื้องต้น
ใช้เพื่อ: เปลี่ยนความเชื่อให้เป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: ตัดสินใจด้วยหลักฐานมากขึ้น
ใช้เพื่อ: วางแผนนำไปใช้จริงหลังอบรม
ผลลัพธ์ที่ผู้เรียนได้: มีแผนประยุกต์ใช้กับงานจริง
หลักสูตรนี้ใช้รูปแบบ Workshop-based Learning และ Outcome-Driven Learning (ODL) โดยไม่เน้นการบรรยายทฤษฎียาว แต่เน้นให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ ทดลอง และแลกเปลี่ยนจากสถานการณ์จริง สัดส่วนการเรียนรู้ที่แนะนำ Concept & Framework — 20% Workshop & Practice — 50% Group Discussion & Peer Learning — 20% Application Planning — 10% รูปแบบการเรียนรู้ในคลาส - เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อนเข้าสู่ทฤษฎี ปิดท้ายด้วย 5 คำถามก่อนปรับ Performance ได้แก่ ทำไปเพื่ออะไร เพื่อใครและในสถานการณ์ใด ระดับไหนจึงพอดี ได้อะไรและต้องแลกกับอะไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าเหมาะจริง วิทยากรผู้ออกแบบและบรรยาย: โค้ชวีรพันธ์ มณีวงศ์ (โค้ชแจ๊ค) Learning and Performance Architect ผู้ออกแบบหลักสูตรพัฒนาทักษะการคิดและการตัดสินใจให้องค์กรไทยในกลุ่มการผลิต ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค และเทคโนโลยี ผู้พัฒนาระบบ Outcome-Driven Learning และ 8 Weeks Behavioral Tracker ที่ใช้วัดการเปลี่ยนพฤติกรรมหลังอบรมจริง
เข้าใจหลักคิด Design Thinking, Better ≠ Fit และ Fit-for-Purpose Framework
ฝึกใช้ Worksheet วิเคราะห์ Case ตั้ง How Might We หา Performance Fit และ Trade-off
แลกเปลี่ยน Pain Point แชร์ Case และรับ Feedback จากเพื่อนร่วมกลุ่ม
สรุปบทเรียนและวางแผนนำไปใช้จริงภายใน 30 วัน
- ใช้ตัวอย่างชีวิตประจำวันเพื่อทำให้แนวคิดที่ซับซ้อนเข้าใจง่าย
- ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมกลุ่มและแลกเปลี่ยนจากประสบการณ์จริง
- ใช้ Worksheet เป็นเครื่องมือคิด ไม่ใช่เอกสารประกอบเฉย ๆ
- เชื่อมกลับสู่งานจริงขององค์กรผ่าน Product Case หรือสถานการณ์ที่ผู้เรียนเลือก
หลักสูตรนี้เหมาะกับองค์กรและทีมงานที่ต้องการใช้ Design Thinking เพื่อแก้ปัญหางานจริง ไม่ใช่เรียนเพื่อรู้จักคำศัพท์หรือทฤษฎีเท่านั้น เหมาะสำหรับ เหมาะกับองค์กรที่เจอปัญหาเหล่านี้บ่อย
- ทีม Product Development
- ทีม R&D
- ทีม Engineering
- ทีม Process Improvement
- ทีม Innovation
- ทีม Marketing ที่ต้องส่งต่อ Requirement ให้ทีมพัฒนา
- ทีม Sales / Technical Sales ที่ต้องเข้าใจ Use Case ของลูกค้า
- หัวหน้างานที่ต้อง Review โจทย์การพัฒนาผลิตภัณฑ์
- Cross-functional Team ที่ต้องทำงานร่วมกันตั้งแต่โจทย์ถึงการทดสอบ
- Young Talent / Young Generation ที่ต้องการเครื่องมือคิดอย่างเป็นระบบ
- องค์กรที่ต้องการสร้างวัฒนธรรม Innovation แต่ยังติดปัญหา Requirement ไม่ชัด ตัดสินใจจากความเห็น หรือปรับปรุงแล้วเกิด Trade-off
- ออกแบบแล้วไม่ตรง Requirement
- ลูกค้าหรือ Marketing เปลี่ยน Requirement ระหว่างทาง
- ทีมพัฒนาเริ่มจาก Feature ที่อยากเพิ่มเร็วเกินไป
- อยากให้ Performance ดีกว่าเดิม แต่ไม่รู้ว่าแค่ไหนคือดีพอ
- มีมาตรฐานหรือข้อจำกัดมาก จนทีมรู้สึกว่าคิดใหม่ไม่ได้
- คนในองค์กรติดกับความสำเร็จเดิม
- ทดสอบแล้วไม่แน่ใจว่าหลักฐานเพียงพอต่อการตัดสินใจหรือไม่
- นวัตกรรมดีในเชิงเทคนิค แต่ผู้ใช้ไม่เปิดใจหรือใช้งานจริงไม่สะดวก
เรามุ่งเน้นพัฒนาทักษะและความรู้ที่จำเป็น โดยเน้นการเรียนรู้และการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณสามารถเติบโตในตำแหน่งงานของคุณอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทีมงานติดต่อกลับภายใน 24 ชม.
ช่องทางติดต่ออื่นๆ
Call : 061-456-3996 คุณ วีรพันธ์ (โค้ชแจ๊ค)
061-456-3994 คุณ ชุติมา (มด)
LINE OA : @coachweeraphan
Social Media :
E-Mail : coachweeraphan@gmail.com (Office E-mail)
E-Mail : wrp299@gmail.com (Personal E-mail)