- 21 May, 2021
- admin
- 758
กระบวนการโค้ชให้เกิดประสิทธิผลเกิดจากหลายๆองค์ประกอบด้วยกัน การฝึกฝนทักษะการโค้ชเช่น การตั้งคำถามและการรับฟังอย่างตั้งใจก็เป็นส่วนที่สำคัญ แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “วิธีคิดของโค้ช” เพราะวิธีคิด(หรืออาจจะเรียกว่ากรอบความคิดก็ได้) จะส่งผลต่อการรับรู้ของโค้ชซึ่งจะนำไปสู่วิธีการที่โค้ชเลือกใช้ วิธีคิดหรือกรอบความคิดของโค้ชจะแตกต่างจากบทบาทอื่นที่มุ่งเน้นการ”ให้”หรือ”เติม” ส่วนที่พนักงานขาดหรือยังไม่มีเพื่อให้เขานำไปใช้ในการทำงาน แต่โค้ชจะมุ่งเน้นที่การ”ดึง” สิ่งที่พนักงานมีอยู่ในตัวเองซึ่งก็คือศักยภาพ เพื่อให้พนักงานตระหนักรู้ในศักยภาพที่เขามีและนำออกมาใช้ให้มากขึ้น (โดยค่าเฉลี่ยพนักงานจะใช้ศักยภาพไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่เขามีอยู่) เราลองมาดู 5 วิธีคิดหรือกรอบความคิดของโค้ชในการมองพนักงานกันครับ 1. โค้ชเชื่อว่าคนทุกคนมีศักยภาพที่เป็นจุดเด่นและยังนำออกมาใช้ไม่เต็มที่ เมื่อพนักงานได้รับรู้ถึงศักยภาพ ความสามารถที่เขามีอยู่ทำให้เกิดความเชื่อมั่น แรงจูงใจที่จะคิดค้นหาวิธีการต่างๆในการบรรลุสิ่งที่คาดหวังด้วยตัวเขาเอง 2. โค้ชเชื่อว่าคนย่อมรู้จักตัวเขาเองดีที่สุด โค้ชจึงหลีกเลี่ยงการสรุปหรือตัดสินว่าพนักงานเป็นคนแบบไหน แต่จะทำหน้าที่เป็นเพียงกระจกเงาคอยสะท้อนให้พนักงานได้มองเห็นตัวเองอย่างรอบด้านให้มากที่สุด เพื่อให้เขาเป็นผู้ตระหนักรู้ตัวตนของเขาเอง ซึ่งจะนำไปสู่การยอมรับและอยากเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเขาเอง 3. โค้ชเชื่อว่าปัญหา อุปสรรคเป็นแค่เหตุการณ์ปัจจุบันที่เขาเจอ ไม่ใช่สิ่งที่เขาเป็น - วิธีการของโค้ชต้องอาศัยความละเอียดและรอบคอบจึงจะได้งานที่ดี แต่พนักงานอาจจะไม่ได้มีอุปนิสัยเป็นคนละเอียด รอบคอบเหมือนโค้ช จึงทำให้เมื่อลงมือปฏิบัติตามคำแนะนำแล้วกับยังเจอข้อผิดพลาดได้อยู่ โค้ชจึงใช้การชวนคิด ชวนคุยเพื่อให้พนักงานค่อยๆคิดหาวิธีการหลายๆวิธีแล้วค่อยมาคัดเลือกวิธีที่เขาคิดว่าเหมะสมและมั่นใจมากที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการแนะนำโดยตรง หรือหากจะต้องแนะนำก็ให้เป็นเพียงแค่หนึ่งทางเลือกแล้วให้พนักงานประยุกต์ใช้ในสไตล์ที่เขาถนัดและเป็นตัวตนของเขา โดยที่ยังให้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์เช่นกัน 5. โค้ชมุ่งเน้นที่การทำให้คนยอมรับผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง ดังนั้นผู้นำที่จะฝึกฝนการโค้ชควรให้ความสำคัญที่วิธีคิดหรือกรอบความคิดของโค้ชด้วยเช่นกัน เพื่อรับรู้และมีมุมมองต่อตัวพนักงานในมุมที่เชื่อว่าเขายังมีศักยภาพและสร้างความไว้วางใจต่อตัวพนักงานในการที่เขาจะแสดงความสามารถและเป็นเจ้าของงานที่รับผิดชอบอยู่อย่างเต็มที่ Credit : หนังสือ โลกของการโค้ช โดย โค้ชปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์ สถาบันฝึกอบรมเอ็นเทรนนิ่ง
การโค้ชแตกต่างจากการสอนงานแบบอื่นที่เน้นให้ความรู้ ให้เทคนิค แนวทาง วิธีการในการลงมือปฏิบัติเพราะเชื่อว่าพนักงานยังขาดศักยภาพหรือยังไม่มีความสามารถในเรื่องนั้นๆ จึงต้องเติมเข้าไปให้พนักงาน
แต่โค้ชมีวิธีคิดที่ว่าคนทุกคนมีศักยภาพและมีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองหากเขามีแรงจูงใจ มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ดังนั้นโค้ชจึงไม่ได้แนะนำวิธีการโดยตรง แต่จะคอยรับฟังเรื่องราวต่างๆในเรื่องเล่าของพนักงานเพื่อสังเกตคุณค่า จุดเด่น ความสามารถที่ซ่อนอยู่ในเรื่องเล่าเหล่านั้น แล้วนำมาสะท้อนให้พนักงานได้มองเห็นผ่านการชวนคิด ชวนคุย
“ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีเท่ากับตัวเราเอง” เป็นคำกล่าวที่สุดแสนจะจริงที่สุด เพราะขนาดคู่ชีวิต ครอบครัวที่อยู่กับเรามานาน ก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอด24ชั่วโมงและทุกๆวัน ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นรับรู้เกี่ยวกับตัวเราก็เป็นเพียงส่วนที่เขาสัมผัสเห็นหรือเราเล่าให้เขาฟัง พนักงานก็เช่นกันครับ เขาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาเท่าที่เขาอยากจะเราให้เราฟังซึ่งเป็นเพียงบางส่วนของตัวเขาเอง การสรุปว่าตัวเขาเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้อาจเป็นการสรุปด้วยข้อมูลที่เรารับรู้ในตอนนั้นเท่านั้นเอง และพนักงานเองอาจจะเห็นด้วยกับเราหรืออาจจะไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับก็ได้
โค้ชไม่สรุป ไม่ตัดสินว่าพนักงานเป็นปัญหาหรือทำให้เกิดปัญหา แต่โค้ชแค่จะรับฟังเรื่องราว เรื่องเล่าที่พนักงานคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา แล้วคอยช่วยสะท้อนให้พนักงานมองเห็นตัวตน กรอบความคิดหรืออารมณ์เชิงลบที่เกิดขึ้นกับตัวเขาในสถานการณ์นั้นๆ เพื่อให้เขาจัดการอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยมองสถานการณ์ในเชิงเหตุผลเพื่อจัดการกับปัญหา อุปสรรคเหล่านั้นโดยใช้ศักยภาพที่มีอยู่และมองเห็นจากกระบวนการโค้ช
4. โค้ชเชื่อว่าทุกคนมีเทคนิคที่เหมาะสมกับตัวตนของตัวเอง
คนแต่ละคนมีความเชื่อ คุณค่า ตัวตน ประสบการณ์ และคุณลักษณะที่ไม่เหมือนกัน วิธีการที่โค้ชใช้แล้วสำเร็จ หากนำวิธีการเดียวกันนี้ไปให้พนักงานปฏิบัติ ก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์หรือความสำเร็จแบบเดียวกัน เช่น
- โค้ชเป็นคนชอบสื่อสาร และชอบโน้มน้าวคนจึงสามารถพูด จูงใจให้คนอื่นให้ความช่วยเหลือได้ แต่พนักงานเป็นคนที่ชอบทำงานอย่างอิสระ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร เมื่อต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น สื่อสารและขอความช่วยเหลือจากคนอื่นก็อาจเกิดความกังวลขึ้นได้
ธรรมชาติของคนอยากเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเขาเองด้วยความเต็มใจ ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความเต็มใจจะตามมาด้วยความเพียรพยายามและพร้อมฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้น ด้วยแนวคิดนี้โค้ชจึงหลีกเลี่ยงการใช้คำสั่ง หรือบังคับให้พนักงานต้องเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเขา แต่เลือกใช้การชวนให้พนักงานค้นหาประโยชน์ที่เขาจะได้ด้วยหลักจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) ที่สอดคล้องกับตัวตนของเขาเอง เพื่อให้พนักงานเกิดความรู้สึกมุ่งมั่น มีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเขาเอง
สนใจอบรมติดต่อ
Call : 061-456-3996 คุณ วีรพันธ์ (โค้ชแจ๊ค)
061-456-3994 คุณ ชุติมา (มด)
Social Media :
Website : www.coachweeraphan.com
E-Mail : coachweeraphan@gmail.com (Office E-mail)
E-Mail : wrp299@gmail.com (Personal E-mail)