ในแทบทุกขั้นตอนของงานก่อสร้างมักจะมีความสูญเปล่า (Waste) แทรกอยู่ ซึ่งไม่ใช่แค่เศษเหล็กที่ตัดทิ้งหรือคอนกรีตที่เหลือจากการเทเท่านั้น แต่ความสูญเปล่า (Waste) ยังแทรกซึมอยู่ในส่วนงานอื่นๆด้วยเช่นเช่นกัน


โดยหากวิเคราะห์ความสูญเปล่าด้วยแนวคิดลีน (Lean) เราอาจแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ( 8 wasted ) ตามบทความที่เคยพูดถึงก่อนหน้าได้แก่


1.Over Processing หรือการมีขั้นตอนที่มากเกินไป


ในหลายๆครั้งที่ความล่าช้าของงานเกิดจากกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนหรือหลายขั้นตอนส่งผลถึงความล่าช้าของงาน เช่น ก่อนเทคอนกรีตไม่ว่าจะเทล็อตเล็กหรือล็อตใหญ่ ก็ต้องเขียนเอกสาร Request ที่ต้องผ่านการรับทราบและอนุมัติจากหลายฝ่ายเหมือนกัน หรือการขออนุมัติสั่งซื้อวัสดุ ขออนุมัติเบิกจ่าย ก็ต้องมีขั้นตอนการอนุมัติหลายลำดับ ซึ่งในความเป็นจริงเราอาจจะแบ่งได้ว่า ขอบเขตแค่ไหนที่หน้างานตัดสินใจได้เลยหรือขออนุมัติแค่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงก็พอ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาในการทำงานลงได้


2.Over Production หรือการผลิตมากเกินความจำเป็น


ในความคิดของผู้ปฏิบัติงานมักจะมีมายาคติอย่างหนึ่งว่า “ทำให้เยอะๆไว้ก่อน เผื่อไว้หน่อย ไม่ได้ใช้ก็ไม่เป็นไร ดีกว่าต้องมารีบๆทำตอนจะใช้จริง” เป็นวิธีคิดแบบปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดหรือต้องรอ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งคือ ส่วนที่เกินจากความต้องการคือต้นทุนทั้งในแง่เวลา ค่าแรงงาน ค่าวัสดุ และอาจรวมถึงการต้องจัดเตรียมพื้นที่จัดเก็บส่วนที่เหลือด้วยเช่นกัน
เราอาจจะพบเจอความสูญเปล่านี้บ่อยๆ เช่น ในงานหล่อชิ้นส่วนสำเร็จรูป (Precast) ที่บางครั้งเราต้องหล่อคราวละมากๆ เพื่อให้คุ้มค่าขนส่งของคอนกรีต หรือการตัด-ดัดเหล็กเผื่อไว้เยอะๆเพราะคิดว่ายังไงก็ต้องใช้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราพบอยู่บ่อยๆคือ ส่วนที่เกินความต้องการใช้งานมักจะเกิดการชำรุด แตกหัก เสียหาย สูญหาย หรือเป็นสนิม และบางทีก็ไปกระทบกับพื้นที่ทำงานที่มีจำกัดต้องแบ่งมาstock ยังไม่รวมถึงกรณีที่ต้องใช้เครื่องจักรในการขนย้าย ยิ่งทำให้สิ้นเปลืองมากขึ้นไปอีก
หรืออย่างกรณีในส่วนสำนักงานเช่น การprint แบบก่อสร้าง หรือแบบฟอร์มออกมาเยอะๆเผื่อไว้ สุดท้ายแล้วก็ใช้ไม่หมดจนกลายเป็นกระดาษreusedไป
ยังมีอีกหลายๆกรณีของการทำเผื่อๆ สั่งเผื่อๆ printเผื่อๆเอาไว้ก่อน ลองสังเกตจากรอบตัวของท่านได้ครับ


3.Over Stocks หรือการสต๊อควัสดุมากเกินไป


การมีสต๊อควัสดุเผื่อเอาไว้เป็นสิ่งจำเป็น เพราะการจะสั่งแบบพอดี หมดแล้วค่อยสั่งเพิ่มหรือสั่งตอนใกล้หมดให้ร้านค้ามาส่งให้ทันพอดีกับตอนจะใช้ ก็อาจจะเจอข้อจำกัดในเรื่องจำนวนขั้นต่ำที่ต้องสั่ง-ส่ง หรือการจราจรที่ติดขัด ความเสี่ยงว่าวัสดุจะมาไม่ทันทำให้ไม่มีใช้งานและเกิดงานล่าช้า (Delay) ได้
แต่ก็ต้องไม่ลืมเช่นกันว่าวัสดุบางชนิด บางประเภท ชำรุด เสียหายได้ง่าย เช่น ทราย ไม้ แผ่นยิปซั่ม หรือบางอย่างมีอายุการใช้งานเช่นปูนถุง รวมถึงพอผู้ปฏิบัติงานเห็นว่ามีของในสต๊อคเยอะ ก็เลยไม่ค่อยระมัดระวังในการใช้งาน เพราะคิดว่ามีเหลือเฟือ ใช้ทิ้งๆขว้างๆ สุดท้ายเลยกลายเป็นวัสดุloss ไปจากงบประมาณที่ตั้งไว้
รวมถึงในทางบัญชี วัสดุในสต๊อคถือเป็นรายจ่ายและต้องมีการเช็คสต๊อคเพื่อสรุปยอดบัญชีทุกเดือน ดังนั้นเมื่อถึงช่วงใกล้สรุปยอด เลยกลายเป็นงานเพิ่มของพนักงานสโตร์ที่ต้องลงไปนับสต๊อค ยิ่งถ้ามีสต๊อคมากๆอาจต้องเกณฑ์แรงงานมาช่วย กลายเป็นเสียค่าแรงโดยไม่จำเป็น
ดังนั้นเมื่อผู้บริหารโครงการต้องสั่งวัสดุมาใช้งานและต้องเผื่อสำหรับสต๊อคอาจจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในจุดเหล่านี้ เปรียบเทียบดูว่า ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น หรือการคิดเงินเพิ่มจากร้านค้ากรณีสั่งไม่ถึงขั้นต่ำ เมื่อเทียบกับต้นทุนเพิ่มหรือความสูญเสียจากการจัดเก็บ อย่างไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน อาจจะต้องมีการTrackingข้อมูล การจัดส่ง จัดเก็บ การใช้งาน และวัสดุเสียหายเพื่อเอามาวิเคราะห์ถึงปริมาณที่เหมาะสมสำหรับสต๊อคก็ได้


4.Defect Work หรือการแก้ไขงานที่ไม่ได้คุณภาพ


“ควรตั้งใจทำงานให้ดีตั้งแต่ครั้งแรก จะได้ไม่ต้องมาแก้ไขให้เสียเวลา เสียงบประมาณ” เป็นคำกล่าวที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆจากผู้บังคับบัญชา หรือ QC ที่ตรวจสอบ ควบคุมคุณภาพ ซึ่งประโยคดังกล่าวจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ในทางปฏิบัติหลายครั้งก็มักจะมีข้อจำกัดเรื่องเวลาหรือทักษะฝีมือช่างเช่น “ต้องรีบส่งมอบรีบๆทำไปก่อนค่อยไปแก้ภายหลัง” “มีแต่ช่างแบบนี้ คงทำดีไม่ได้” “ช่างเก่งๆค่าแรงแพง ไม่มีปัญญาจ้าง”  ผลที่ตามมาคือ รื้อ ทุบ ทิ้ง สกัด หรือต้องทำใหม่ ซึ่งอาจเสียหายมากกว่าค่าแรงที่ต้องจ่ายเพิ่มหรือเวลาที่ได้มาจากการเร่งรีบก็ได้ และผลกระทบที่หนักกว่านั้นคือ ความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือจากลูกค้า เจ้าของงาน หรือฝ่ายตรวจสอบ ทำให้ทำงานยากขึ้นกว่าเดิม


ในเชิงการบริหารคุณภาพ เราสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าวได้ แต่ต้องเริ่มที่กรอบความคิดหรือจิตสำนึกด้านคุณภาพของผู้ปฏิบัติงาน โดยให้ความสำคัญที่คุณภาพเป็นลำดับแรกหรืออย่างน้อยต้องบาลานซ์ให้สมดุลกับเวลาหากต้องเร่งรีบโดยคิดถึงผลที่ตามมา และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ การใช้ checklist การทำงานตามขั้นตอน มาตรฐานวิศวกรรม รวมถึงการให้ความสำคัญกับการฝึกอบรม พัฒนาทักษะฝีมือช่างทีมีอยู่ และการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานที่ทำงานอย่างมีคุณภาพ


ในบทความนี้ขอทิ้งท้ายไว้ที่ความสูญเปล่าประเภทที่ 4 นี้ก่อนนะครับ ส่วนที่เหลืออีก 4 ประเภทขอนำไปต่อตตอนที่ 2 นะครับ