Project Manager ในโหมด Peace time Project
จากโพสต์ที่แล้วผมได้พูดถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่แบ่งเป็นสองรูปแบบตามสภาวะการขายหรือวงจรชีวิตของโครงการ โครงการที่กำลังเร่งเปิดตัว เร่งส่งมอบเพราะมีลูกค้ารอโอน รอเข้าอยู่เยอะ หรือเพิ่งได้รับเงินทุนก้อนใหญ่จากแบงค์ เรียกโครงการลักษณะนี้ว่าอยู่ในโหมด War Time ส่วนโครงการที่ยอดขายชะลอตัว ลูกค้า Walk-in น้อย มีบ้าน Stock รอขายเยอะมาก (สร้างเร็ว สร้างตุน) หรือธุรกิจขาดสภาพคล่อง เรียกโครงการลักษณะนี้ว่าอยู่ในโหมด Peace Time
ทีนี้เราจะมาดูกันว่าแล้ว Project Manager หรือผู้บริหารโครงการต้องทำอะไรบ้าง บริหารอย่างไรในแต่ละโหมด โดยผมขอเริ่มจากโครงการที่อยู่ในโหมด Peace Time ก่อนนะครับ
ธรรมชาติของโครงการนี้คือ งบประมาณจะไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วย การสั่งซื้อหรือขออนุมัติใช้งบจะค่อนข้างเข้มงวด แรงงาน-ช่างทักษะก็จะไม่ค่อยเยอะ(เพราะถูกย้ายไปช่วยโครงการ War Time) แต่ก็ยังพอมีช่างอยู่เพื่อทำงานบางส่วนให้จบ เก็บงานที่ใกช้จะเสร็จหรือมีลูกค้ารอตรวจบ้าน รวมถึงยังมีวัสดุคงค้างในสต๊อค ส่วนทีมงานstaff อาจจะยังอยู่ครบหรือถูกย้ายไปช่วยโครงการอื่นหากดูแล้วมีจำนวนมากเกินกว่างาน
และก็ธรรมชาติของคนอีกเช่นกันที่เมื่ออยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบ แรงกดดันค่อนข้างน้อย ก็มักจะเข้าเกียร์ว่างหรือเกียร์ถอยหลังไปด้วย เพราะไม่รู้จะตื่นตัวหรือกระตือรือร้นไปทำไม ยังไงเจ้านายก็ไม่ได้ Track งานถี่ๆ อยู่แล้ว หรือถ้า Track ก็ยังพอมีข้ออ้างเรื่องข้อจำกัดด้าน resources ได้ ซึ่งลักษณะแบบนี้ถือว่าเป็นการชะล่าใจมากเกินไป เพราะเมื่อไรที่หากต้องกลับมาเร่งสปีดงานด้วยเพราะปัจจัยเศรษฐกิจดีขึ้น หรือฝ่ายขายและการตลาดไปกระตุ้นยอดขายจนได้ยอดจองเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว การจะกลับมาลุยทันทีอาจจะทำได้ยาก เปรียบเสมือนเครื่องยนต์มัน ดับไปแล้ว การจะเดินเครื่องย่อม ต้องใช้เวลา เปรียบดังสงคราม ในยามบ้านเมืองสงบหรือจบสิ้นจากสงคราม เหล่าทหารก็มักจะหยุดฝึกซ้อมและใช้ชีวิตตามปกติ อาวุธก็ไม่ได้มีการดูแล แต่สมมติว่าข้าศึกลักลอบเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวก็มักจะถูกตีแตกพ่ายไปในที่สุด
Project Manager ที่ต้องบริหารแบบ Peace Time Mode จึงเน้นไปที่การเตรียมความพร้อม การปรับปรุงและพัฒนา การวางแผนระยะยาว ซึ่งมีแนวทางประมาณนี้
การวางแผนเชิงกลยุทธ์
♠ วางแผนระยะยาวในการปรับปรุงโครงการให้มีความน่าสนใจในด้านคุณภาพ ดีไซน์มากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขายในอนาคต
♠ วิเคราะห์ตลาดและกำหนดกลยุทธ์ในการปรับปรุงโครงการ
การคิดเชิงนวัตกรรม
♣ สำรวจและพัฒนานวัตกรรมในการก่อสร้างที่ช่วยลดเวลา ลดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากรได้
♣ ค้นหาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง
การพัฒนานวัฒนธรรมในการทำงาน
♥ สร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกันและการสื่อสารที่ดีในทีมงาน
♥ สนับสนุนการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของพนักงาน
การบริหารความสัมพันธ์
♦ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างความมั่นใจในโครงการ
♦ ร่วมมือกับทีมขายและการตลาดเพื่อวางแผนการโปรโมตโครงการ
การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์
◊ พัฒนาทักษะของทีมงานให้พร้อมสำหรับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
◊ สอนงานทีมงานเพื่อเพิ่มความรู้และความสามารถในด้านต่างๆ
สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างกรอบความคิดของการพร้อมปรับตัว คล่องแคล่ว และมองเห็นโอกาส เพื่อที่จะไม่ปล่อยให้ตัวเองชิวเกินไป ซึ่งในฐานะผู้นำก็อาจเป็นตัวอย่างให้กับทีมงานด้วยเช่นกัน