- 17 May, 2021
- admin
- 7856
ในการบริหารโครงการ ผู้ที่เกี่ยวข้องย่อมอยากให้งานตามขั้นตอนต่างๆแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุดและแก้ไขงานให้น้อยที่สุด แต่ในความเป็นจริงมักจะเกิดสถานการณ์ที่ทำให้งานล่าช้า มีการแก้ไขงานหลายๆครั้ง หรือเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น สถานการณ์เหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “ความสูญเปล่า” ที่ส่งผลต่อเป้าหมายโครงการ เทคนิคหนึ่งที่ช่วยกำจัดความสูญเปล่าก็คือ ECRS ซึ่งมาจากการทำงานแบบLean ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้บริหารโครงการหรือผู้ปฏิบัติงานได้กลับมาคิด มาตรวจสอบแผนงาน ขั้นตอนที่มงานไว้ แล้วใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการที่จะปรับรุงกระบวนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เทคนิค ECRS มีดังต่อไปนี้ E : Eliminate ยกเลิกหรือกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่คุ้มค่าออกไป - หน้างานรอวัสดุนานมากแม้จะดำเนินการสั่งซื้อตามขั้นตอนแล้วเพราะต้องรอการตรวจสอบและอนุมัติหลายขั้นตอน สถานการณ์เหล่านี้กำลังสะท้อนถึงการขาดประสิทธิภาพในการออกแบบขั้นตอนกระบวนการทำงานและการวางแผนทรัพยากร ส่งผลให้เกิดการรอคอย การเก็บของที่ไม่ได้ใช้งานหรือความผิดพลาดในงานขึ้น ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายโครงการเช่น งานล่าช้า เสียค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเกิด การใช้เทคนิคEliminateสำหรับจัดการความสูญเปล่าเหล่านี้โดยทำการวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานต่างๆหรือทรัพยากรที่สามารถลดหรือกำจัดได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย เช่น - ลดขั้นตอนการตรวจสอบการอนุมัติให้เหลือเท่าที่จำเป็นบางกรณีอาจให้อำนาจหน้างานในการตัดสินใจหากมีผลกระทบไม่มาก C : Combine รวบรวมบางอย่างไว้ด้วยกัน การปรับแผนหรือการเพิ่มทรัพยากรในช่วงที่เร่งรีบงาน หรือสถานการณ์ที่ขอบเขตงาน ปริมาณงานลดลง แต่ยังคงมีทรัพยากรเท่าเดิม รวมถึงการขาดการประสานงานที่ดีในการวางแผน กำหนดขั้นตอนการทำงาน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนขึ้นในกระบวนการ หรือการใช้ทรัพยากรที่มากเกินความจำเป็น การใช้เทคนิค Combine คือการตรวจสอบกระบวนการแล้วพิจารณาว่ามีขั้นตอน หรือ ทรัพยากรใดที่สามารถรวมไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดได้ เช่น - ใช้หลักการรวมศูนย์ ( Centralization ) สำหรับงานที่ต้องประสานหลายๆคนให้เหลือจุดเดียว เช่นการทำ One Stop Service , หรือการมี Center ของแบบก่อสร้างที่รับเรื่องทั้งหมดแล้วไปกระจายต่อในทีมงานของตัวเอง R : Rearrange สลับสับเปลี่ยนหรือจัดลำดับขั้นตอนใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความล่าช้าของงาน หรือความผิดพลาดต่างๆบางครั้งก็เกิดจากศักยภาพของทรัพยากรเช่น เครื่องจักรหรือทีมช่างที่ใช้ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของงาน หรือขั้นตอนการทำงานที่วางไว้ทำให้เกิดคอขวด (Bottle Neck) หรือการจัดวางพื้นที่ทำให้เกิดการขนย้าย เคลื่อนย้ายที่มากเกินไป การใช้หลัก Rearrange โดยสลับสับเปลี่ยนสิ่งที่เป็นอยู่เพื่อให้มีความคล่องตัว มีศักยภาพมากขึ้น ประหยัดเวลาและต้นทุนที่ไม่จำเป็น เช่น - สลับทีมงานที่มีความสามารถสูงกว่ามาทำงานที่สำคัญแทน S : Simplify ปรับเปลี่ยนวิธีการหรือบางอย่างให้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น งานบางงานหรือขั้นตอนบางขั้นตอนสามารถใช้วิธีการได้หลายแบบ และด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในปัจจุบันทำให้การทำงานบางอย่างสะดวก รวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น หากลองสังเกต ติดตามและใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการคิดหาแนวทางที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เช่น - การใช้ระบบ BIM (Building Information Modeling) เข้ามาแทนการเขียนแบบแบบเดิมๆ ช่วยให้สะดวกในการถอดปริมาณ การประมาณ และการวางแผนงานก่อสร้างทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ตัวอย่างที่ยกมาเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กน้อยที่จะช่วยลดต้นทุน ลดความสูญเสียหรือเพิ่มประสิทธฺภาพในการทำงานที่อาจจะดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
ในโครงการของท่านเกิดเหตุการณ์เหล่านี้บ้างหรือไม่ครับ ?
- มีจำนวน Unskilled Labour (แรงงานที่ไม่ใช้ทักษะ) เช่น cleaning , ขนย้ายของไปมา , คอยส่งของ มากกว่าจำนวนแรงงาน Skilled Labour (ช่างฝีมือ) ที่ทำงานProgress จริงๆ
- สับสนไม่รู้จะใช้แบบก่อสร้างตัวไหนและเกิดอยู่เป็นประจำ
- ต้องเสียค่าขนย้ายวัสดุ อุปกรณ์หลายครั้งโดยที่แทบไม่ได้นำมาใช้งานเลย
- แฟ้มเอกสารพวกฟอร์มต่างๆกองล้นตู้ โดยที่ไม่มีการนำมาใช้หรือตรวจสอบ
- มีเครื่องจักรจอดนิ่งหลายคันเป็นเวลาหลายวัน โดยที่แทบไม่ได้ขยับเลย
- วางแผนแรงงานให้สอดคล้องกับปริมาณงานตามแผนงานที่แท้จริง ลดจำนวนแรงงาน Unskilled Labour ลงให้เหลือเท่าที่จำเป็น และฝึกฝนทักษะให้สามารถทำงานที่ใช้Skill บางงานได้
- ยกเลิกหรือกำจัดแบบก่อสร้างที่ไม่ได้ใช้งานแล้วเพื่อป้องกันการสับสน
- ถ่ายเทวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ไม่ได้ใช้งานเป็นระยะเวลานานอย่างถาวร เช่น จำหน่ายออก โอนย้ายให้หน่วยงานอื่นๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ
- วางตารางการใช้เครื่องจักรให้สอดคล้องกับแผนงาน หยุดหรือยกเลิกเครื่องจักรที่ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพตามเวลางาน
- การรวบพื้นที่จัดเก็บ Stock ที่กระจายอยู่ให้มารวมในพื้นที่เดียวเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบและบริหารจัดการ
- เครื่องจักรที่ใช้งานอย่างกระจัดกระจาย และทำไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจจะลดเหลือชุดเดียวแล้ววางตารางการทำงานใหม่โดยอาจจะเพิ่มเวลาการทำงานแทน
- การแต่งตั้งบุคคลที่มีความสามารถ เข้าใจงานให้เป็นผู้รับงานแล้วไปกระจายต่อให้ผู้รับเหมาหรือทีมช่างต่างๆ
- ยุบจำนวนทีมงานลงให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่เหลือโดยอาจจะขยายเวลาออกไปในกรณีที่ยังอยู่ในสัญญา เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมและตรวจสอบงาน
- เปลี่ยนการสั่งซื้อบางอย่างจากส่วนกลางมาให้ไซต์งานดำเนินการเองเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการทำงาน
- สลับพื้นที่จัดเก็บจากหน่วยงานไปจัดเก็บที่Suppliers แทนในกรณีที่พื้นที่ไม่เพียงพอ
- ปรับเปลี่ยนวัสดุที่มีความยุ่งยากในการจัดหา จัดเก็บหรือใช้งาน ไปเป็นวัสดุที่ใช้งานได้ง่ายกว่า โดยที่ยังได้คุณภาพตามเดิมและไม่กระทบกับงบประมาณมากเกินไป เช่น เหล็กยาวทำให้จัดเก็บยากเปลี่ยนไปสั่งเหล็กสั้นแทน การหล่อในที่มีความยุ่งยากในการเทคอนกรีตจึงเปลี่ยนไปใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูป(Precast) แทน
- ของบางอย่างที่ต้องเบิกจากสโตร์ทำให้เสียเวลาในการขนย้ายหรือค่าแรงคนงานในการไปเบิก ให้ย้ายมาจัดเก็บที่จุดใช้งานแทน
- เปลี่ยนจากการใช้แรงงานคนไปใช้เครื่องจักรแทนเพื่อความรวดเร็วและประหยัดค่าแรง
- การใช้โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยในการบันทึก จัดเก็บข้อมูลและระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาและความสะดวกในการทำงาน
- การ Outsources งานบางงานที่ไม่ได้มีผลต่อความมั่นคง ความสามารถทางการแข่งขัน ให้คนที่เชี่ยวชาญหรือมีความพร้อมมากกว่าทำแทนอาจช่วยให้ง่ายต่อการควบคุมต้นทุนและบริหารจัดการ
- การใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษในการก่อสร้างอาจช่วยใหห้การทำงานง่ายขึ้นเช่น คอนกรีตชนิดพิเศษช่วยให้เทง่ายขึ้น รื้อแบบได้เร็วขึ้น
- การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในงานบางงานเพื่อให้ทำงานรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมเช่น โดรนสำรวจพื้นที่ AI & Big Data ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการทำงาน
โมเดล ECRS เป็นโมเดลที่สามารถถ่ายทอดให้ทีมงานเข้าใจได้ง่ายเพราะเป็นแนวทางที่ใช้กันอยู่ในหลายๆเรื่องอยู่แล้ว หากนำมาขยายไปสู่งานส่วนอื่นๆ โดยอาจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคนมาช่วยระดมสมอง ( Brainstorm ) ทำเป็น Workshop ภายในกัน บางทีอาจจะช่วยให้ได้ไอเดียใหม่ๆในการทำงานที่อาจส่งผลต่อเป้าหมายโครงการได้