อบรม Design Thinking for Innovation at Work ให้ทีม R&D / Product Development — เมื่อ “Better” ไม่ได้แปลว่า “Fit”
คลาสที่ท้าทายที่สุด…อาจไม่ใช่คลาสที่ผู้เรียนคิดไม่เป็น แต่คือคลาสที่ผู้เรียน ‘คิดเป็นอย่างมีตรรกะ’ อยู่แล้ว
อีกหนึ่งผลงานที่ผมรู้สึกว่าเป็น Design Thinking Workshop ที่ท้าทายมากอีกเคสหนึ่ง ด้วยข้อกำหนดด้าน Business Confidentiality จึงขอไม่กล่าวถึงชื่อองค์กรและรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เล่าได้คือ…ผู้เรียนกลุ่มนี้เป็นทีม Development / R&D ที่มีพื้นฐานการคิดเชิงเทคนิคและตรรกะค่อนข้างแข็งแรง
ดังนั้นโจทย์ของคลาสนี้ไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้เขาคิดเป็น?” เพราะเขา คิดเป็นอยู่แล้ว แต่โจทย์ที่ยากกว่าคือ ทำอย่างไรให้คนที่มี Logic ดีมาก กล้าตั้งคำถามกับ Logic ที่ตัวเองเคยใช้มาตลอด
ทำไมทีม Technical ที่เก่งมาก จึงยังต้องการ Design Thinking?
เมื่อ “Better” อาจไม่ได้แปลว่า “Better” เวลาคนเก่งด้าน Technical หรือ Product Development ได้รับโจทย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายคือการเริ่มจากคำถามว่า
- ทำอย่างไรให้เร็วขึ้น?
- ทำอย่างไรให้ลื่นขึ้น?
- ทำอย่างไรให้ควบคุมง่ายขึ้น?
- ทำอย่างไรให้ Performance สูงขึ้น?
ทั้งหมดเป็นคำถามที่มีเหตุผล แต่ Design Thinking ชวนให้หยุดก่อนอีกหนึ่งจังหวะ แล้วถามว่า “ดีขึ้น…เพื่ออะไร?” เพราะ Performance ที่สูงกว่า ไม่ได้แปลว่าเหมาะสมกว่าเสมอไป
Better ≠ Fit — แก่นของ Design Thinking สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์
นี่จึงเป็นแก่นสำคัญของคลาสนี้ Better ≠ Fit
Performance ที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นค่าที่สูงที่สุด แต่คือ Performance ที่ Fit for Purpose และเหมาะกับ User, Context, Use Case และ Constraints ของสถานการณ์นั้น
Design Thinking for Innovation at Work ไม่ใช่การพาคนคิดไอเดียเยอะ ๆ แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ทีม เข้าใจ Purpose ให้ชัดขึ้น มอง User และ Context ให้ลึกขึ้น ตั้งโจทย์ก่อนกระโดดไปหา Solution มอง Performance แบบ “พอดี” ไม่ใช่ “มากที่สุด” เห็น Trade-off ก่อนตัดสินใจ และเปลี่ยนสิ่งที่ยังไม่รู้ให้กลายเป็นสิ่งที่สามารถทดลองและหาหลักฐานได้ จากวิธีคิดแบบ “เราจะเพิ่มอะไรได้อีก?” ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “อะไรคือสิ่งที่โจทย์นี้ต้องการจริง ๆ?”
ออกแบบ Learning Process อย่างไร ให้คนที่มี Logic แข็งแรงเปลี่ยนวิธีคิด?
สิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับผมในฐานะ Facilitator คือ คนที่มี Logic แข็งแรง ไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดเพราะเรา “บอก” ว่าวิธีเดิมผิด แต่เขาจะเริ่มเปลี่ยนเมื่อเจอคำถามที่ทำให้ Logic เดิมของเขา อธิบายบางอย่างไม่ได้
เราจึงเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวมาก ๆ ให้ลองวิเคราะห์ว่า Performance ของของใช้ธรรมดาชิ้นหนึ่ง “มากที่สุด” ดีจริงหรือไม่ แล้วค่อยพากลับเข้าสู่โจทย์ Product Development จากนั้นจึงเพิ่มคำถามเรื่อง Purpose → Context → Performance Fit → Trade-off → Concept / Prototype → Test จนผู้เรียนเริ่มเห็นด้วยตัวเองว่า บางครั้งสิ่งที่เราพยายาม Optimize มาตลอด อาจไม่ใช่สิ่งที่ควร Optimize มากที่สุด
How Might We Question — ตั้งคำถามให้ดีก่อนรีบหาคำตอบ
อีกเครื่องมือสำคัญคือ How Might We Question เพราะทีม Technical ที่เก่งมากมักมอง Solution ได้เร็ว แต่ความเร็วในการหาคำตอบ อาจกลายเป็นข้อจำกัด ถ้าเรายังตั้งคำถามไม่ดีพอ แทนที่จะเริ่มว่า “เราจะทำให้สิ่งนี้ดีขึ้นอย่างไร?” เราจึงฝึกเปลี่ยนเป็นคำถามที่มี User + Desired Outcome + Context + Constraints เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิด Solution ใหม่ โดยไม่ล็อกคำตอบตั้งแต่ต้น
จาก Opinion-Based Development สู่ Evidence-Based Learning
ช่วงที่ผมชอบมากอีกช่วงหนึ่งคือ เมื่อผู้เรียนเริ่มพบว่า “เรายังไม่รู้คำตอบ” สำหรับงานนวัตกรรม นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเป้าหมายของ Design Thinking ไม่ใช่การทำให้ทุกคนมีคำตอบครบตั้งแต่วันแรก แต่คือการทำให้เรารู้ว่า
- อะไรคือ Assumption
- อะไรต้อง Test
-
และต้องการ Evidence แบบใด เพื่อยืนยัน ปฏิเสธ หรือปรับแนวคิดของเรา นี่คือการเปลี่ยนจาก Opinion-Based Development ไปสู่ Evidence-Based Learning
ทำไม Design Thinking Standard Course จึงใช้กับทุกองค์กรไม่ได้?
สำหรับผม นี่คืออีกครั้งที่ยืนยันว่า การออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กร ไม่สามารถเอา Design Thinking Standard Course มาเปิดสอนได้เลย เพราะแม้ชื่อหลักสูตรจะเหมือนกัน แต่คนเรียนต่างกัน บริบทต่างกัน วิธีคิดเดิมต่างกัน และ “กำแพงทางความคิด” ที่ต้องข้ามก็ต่างกัน
กลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการให้ผมสอนว่า Design Thinking มี 5 Steps อะไรบ้าง แต่ต้องการ Learning Process ที่ค่อย ๆ ทำให้คนที่มีเหตุผลมากอยู่แล้ว มองเห็นข้อจำกัดของเหตุผลเดิม ตั้งคำถามได้ลึกกว่าเดิม และเปิดพื้นที่ให้มุมมองใหม่เข้ามาทำงานร่วมกับ Technical Expertise ที่เขามีอยู่
เพราะนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากการทิ้ง Logic แต่มักเกิดขึ้นเมื่อเราใช้ Logic ร่วมกับ Empathy, Context, Experimentation และ Evidence เพื่อสร้างสิ่งที่ไม่ได้แค่ “ดีกว่า” แต่ เหมาะกับโจทย์จริงมากกว่า
ขอขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจโค้ชวีรพันธ์ และร่วมพัฒนาบุคลากรไปด้วยกันครับ
สรุปสำหรับ HR, L&D และหัวหน้าทีม R&D: หลักสูตร Design Thinking for Innovation at Work โดยโค้ชวีรพันธ์
หลักสูตร Design Thinking for Innovation at Work เป็น In-house Workshop โดยโค้ชวีรพันธ์ มณีวงศ์ (Coach Weeraphan) ออกแบบเฉพาะสำหรับทีม R&D, Product Development, Engineering และทีม Technical ที่มีตรรกะแข็งแรงอยู่แล้ว แต่องค์กรต้องการให้พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่ “ตรงโจทย์ผู้ใช้จริง” มากกว่าแค่ “Performance สูงขึ้น” เนื้อหาหลักประกอบด้วย แนวคิด Better ≠ Fit (Fit for Purpose), กระบวนการ Purpose → Context → Performance Fit → Trade-off → Concept / Prototype → Test, การตั้งคำถามแบบ How Might We และการเปลี่ยนจาก Opinion-Based Development สู่ Evidence-Based Learning โดยทุกคลาสออกแบบ Learning Process ใหม่ตามบริบทของผู้เรียนและผลิตภัณฑ์ขององค์กร ไม่ใช้ Standard Course เหมาะกับอุตสาหกรรมการผลิต อุปกรณ์การแพทย์ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเทคโนโลยี
คำถามที่องค์กรมักถามเกี่ยวกับการอบรม Design Thinking
Q: Design Thinking เหมาะกับทีม Engineer หรือ R&D ที่คิดเชิงตรรกะอยู่แล้วหรือไม่?
A: เหมาะมาก แต่ต้องออกแบบคลาสต่างจากทั่วไป โจทย์ของทีมกลุ่มนี้ไม่ใช่ “คิดไม่เป็น” แต่คือการ Optimize สิ่งที่ไม่ควร Optimize มากที่สุด คลาสจึงไม่เริ่มจากการสอน 5 Steps แต่เริ่มจากคำถามที่ทำให้ Logic เดิมอธิบายไม่ได้ แล้วค่อยพาเข้าสู่กระบวนการ
Q: Better ≠ Fit หมายความว่าอย่างไร?
A: Performance ที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นค่าที่สูงที่สุด แต่คือ Performance ที่ Fit for Purpose และเหมาะกับ User, Context, Use Case และ Constraints ของสถานการณ์นั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงต้องถามว่า “ดีขึ้น…เพื่ออะไร?” ก่อนจะถามว่า “ทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร?”
Q: How Might We Question คืออะไร?
A: คือวิธีตั้งคำถามใน Design Thinking ที่ระบุ User + Desired Outcome + Context + Constraints แทนการถามกว้าง ๆ ว่า “จะทำให้ดีขึ้นอย่างไร” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิด Solution ใหม่โดยไม่ล็อกคำตอบตั้งแต่ต้น
Q: อบรม Design Thinking แล้วทีมจะนำไปใช้กับงานพัฒนาผลิตภัณฑ์จริงได้อย่างไร?
A: คลาสใช้โจทย์ Product Development ขององค์กรเอง และปิดท้ายด้วยการระบุ Assumption ที่ต้อง Test และ Evidence ที่ต้องการ ทำให้ทีมกลับไปทำงานต่อได้ทันทีในรูปแบบ Evidence-Based แทนการพัฒนาจากความเห็น
สนใจจัดอบรม Design Thinking for Innovation at Work แบบ In-house ให้ทีม R&D หรือ Product Development ของคุณ ติดต่อโค้ชวีรพันธ์ได้ที่ www.coachweeraphan.com